หนังโลกที่เราอยากดู : Bangkok Nites ‘กลางคืนที่บางกอก’

Home / bioscope, หนังเอเชีย / หนังโลกที่เราอยากดู : Bangkok Nites ‘กลางคืนที่บางกอก’

ก่อนจะพา Bangkok Nites ‘กลางคืนที่บางกอก’ ไปเข้าสายประกวดหลักของเทศกาลหนังโลการ์โน 2016 พร้อมคว้ารางวัลยอดเยี่ยมโดยคณะกรรมการรุ่นเล็ก (First Prize of the Junior Jury – ซึ่งตัดสินโดยคณะกรรมการวัยรุ่น 3 คน) มาครอง …ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน ผลงานของ คัตซึยะ โทมิตะ ผู้กำกับหนังอิสระชาวญี่ปุ่นอย่าง Saudade (เซาดาด เป็นภาษาโปรตุเกส แปลว่า ความคิดถึงบ้าน, หนังรางวัล Swiss Critics Boccalino Award จากเทศกาลหนังโลการ์โนปี 2011) ได้พาไปสำรวจเรื่องราวของคนต่างชาติที่ใช้ชีวิตดิ้นรนในญี่ปุ่น ทั้งกลุ่มแร็ปเปอร์วัยรุ่นหรือครอบครัวชนชั้นแรงงานชาวบราซิล ไปจนถึง เหมียว สาวไทยที่มาทำงานที่นี่ และนั่นคือจุดเริ่มที่ทำให้เขารู้สึกและอยากทำหนังว่าด้วย “คนไทย” เป็นครั้งแรก

คัตซึยะ โทมิตะ (ผกก.และนักแสดงนำ) และ สุเบ็ญจา พงศ์กร ในหนัง Bangkok Nites ‘กลางคืนที่บางกอก’

โทมิตะเล่าให้ฟังว่า “หลังจาก Saudade ผมเริ่มเดินทางมาเที่ยที่ไทยเพราะอยากใกล้ชิดกับคนไทยจริงๆ ซึ่งตอนนั้นสำหรับผมคนไทยก็คือคนไทย ยังแยกไม่ออกหรอกว่า นี่คนอีสานนะ นี่คนกรุงเทพฯ นะ” โทมิตะซังในชุดลำลองกางเกงขาสั้นเสื้อยืดสีดำพิมพ์ว่า Thailand  นั่งสนทนาบนพื้นตามธรรมเนียมญี่ปุ่นกับผม พร้อมด้วยแฟนสาว สุเบ็ญจา พงศ์กร และ ทาโร ซูกาโนะ เพื่อนชาวญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองร่วมแสดงในหนัง และมาช่วยแปลบทสนทนาในครั้งนี้ด้วย “ตอนนั้นมุมมองต่างๆ ของผมก็ยังเป็นแค่นักท่องเที่ยว จนเริ่มรู้สึกว่าย่านสุขุมวิทมันน่าสนใจตรงที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่เยอะมาก ก็เลยเริ่มเข้าไปในสังคมคนญี่ปุ่นที่นั่นเพื่อเก็บข้อมูล จนพบว่าพวกเขามั่นใจว่ารู้จักคนไทยเป็นอย่างดี ซึ่งผมก็สงสัยว่าพวกเขารู้จักคนไทยดีจริงหรือ? และถ้ารู้จักดีแล้วเขารู้สึกอย่างไรกับคนไทยบ้าง”

โปสเตอร์ Bangkok Nites ‘กลางคืนที่บางกอก’

 

โทมิตะใช้เวลาสี่ปีในการไปๆ มาๆ ญี่ปุ่น – ไทย เพื่อหาข้อมูลในการทำหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะการเข้าไปสังคมกับคนญี่ปุ่นในย่านธนิยะ เมืองย่อมๆ ของชาวญี่ปุ่นในไทย ที่มีทั้งร้านค้า ที่พักอาศัย ไปจนถึงสถานบันเทิงยามค่ำคืน โดยเฉพาะอย่างหลังนั้นมีคนไทยทำงานในที่แห่งนี้ไม่น้อย จนกลายเป็นที่มาของชื่อเรื่อง Bangkok Nites ‘กลางคืนที่บางกอก’ หนังสัญชาติญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส-ไทย-ลาว ซึ่งเล่าเรื่องของโอซาวะ (โทมิตะแสดงเอง) ผู้มาท่องเที่ยวในไทยและ ลัก (สุเบ็ญจา) สาวคาราโอเกะชาวอีสานที่เขาหลงรัก ก่อนที่หนังจะพาเราไปสำรวจย่านธนิยะในแบบที่คนไทยเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน และเดินทางสู่ภาคอีสานเพื่อตามไปสำรวจครอบครัวของลัก

“โอซาวะ เป็นเหมือนตัวแทนคนญี่ปุ่นที่มาเที่ยวในไทย แล้วได้มารักกับสาวไทย ซึ่งพอมาอยู่เมืองไทยนานๆ เขาก็รู้สึกว่า ยังมีความจริงบางอย่างในเบื้องหลังของคนไทย คือบางคนอาจจะคิดว่าการเป็นคนรักมันแค่เรื่องเลิฟสตอรี่เฉยๆ แต่สำหรับตัวละครนี้ ความรักคือการอยากรู้จักรากเหง้าของคนรักด้วย จนโอซาวะไปพบว่า จริงๆ แล้วคนญี่ปุ่นและคนอีสานมีความเชื่อมโยงกันบางอย่างในอดีต นั่นคือสงครามเวียดนาม จนตัวละครตัวนี้ต้องเดินทางจากอีสานไปประเทศลาวต่อเพราะความสนใจในประวัติศาสตร์สงครามเวียดนาม”

Bangkok Nites ‘กลางคืนที่บางกอก’

สิ่งที่โทมิตะศึกษาเพิ่มเติมหลังจากนั้น ก็มีตั้งแต่เรื่องเพลงหมอลำ, เพลงลูกทุ่งหรือเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งนำพาไปสู่ปูมหลังเรื่องการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคนอีสานในอดีต จนไปเจอเรื่องของศิลปินหลายคน ที่ร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองเคียงข้างคนอีสานในยุคปราบคอมมิวนิสต์ (ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงสงครามเวียดนามพอดี) เช่น จิตร ภูมิศักดิ์, อัศนี พลจันทร์ และ สุรชัย จันทิมาธร เป็นต้น ซึ่งใน Bangkok Nites โทมิตะก็เขียนบทตัวละคร จิตร ภูมิศักดิ์ ขึ้นมาเพื่อเล่าถึงเรื่องราวการต่อสู้ของชาวอีสานในอดีตด้วย โดยเชิญ สุรชัย จันทิมาธร มารับบทนี้

“ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตย สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสบายของผู้คนในพื้นที่ ความสบายหมายถึงรักษาความสงบ สิ่งที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกปลอดภัย เหมือนกับโฮจิมิน ที่พยายามรักษาพื้นที่ของตนเองจากการรุกรานของอเมริกา จิตร ภูมิศักดิ์เองเลยเป็นตัวละครที่เหมือนผู้เสียสละ ซึ่งจริงๆ ไม่ควรจะต้องมีใครเสียชีวิตเพราะเรื่องเหล่านี้ เพราะจิตรเองแค่ต้องการปกป้องคนในชุมชนหรือพวกพ้องของเขาเท่านั้น”

Bangkok Nites ‘กลางคืนที่บางกอก’

สำหรับโทมิตะเอง การทำ Bangkok Nites ทำให้ได้รับรู้การถึงการต่อสู้ของชาวอีสานที่สืบทอดมาถึงคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอกที่พยายามเข้ามาเปลี่ยนแปลงพื้นที่แห่งนี้  “สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากคนอีสานอย่างหนึ่ง คือคำว่า จิตวิญญาณ ในความลำบากของคนอีสานก็มีประวัติศาสตร์ มีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านมาก่อนเมื่อในอดีตเหมือนกัน เคยมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นการต่อสู้ดิ้นรนของผู้คนในอดีตเพื่อความเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังสืบทอดมาจนถึงวันนี้”

**ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 176 (กันยายน 2559)

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

cover-bio-2017