I’m Not There บ๊อบ ดีแลน 7 ร่าง ในหนังชีวประวัติสุดเซอร์

Home / bioscope, หนังฮอลลีวูด / I’m Not There บ๊อบ ดีแลน 7 ร่าง ในหนังชีวประวัติสุดเซอร์

I’m Not There 01

กล่าวกันว่าจิตวิญญาณของอเมริกายุค 60 ถูกขับเคลื่อนโดย The Beatles, แอนดี้ วอร์ฮอล และ บ๊อบ ดีแลน

ชื่อแรกเป็นวงดนตรีร็อคแอนด์โรลระดับตำนานจากเกาะอังกฤษที่คนไทยคุ้นหูในนาม ‘สี่เต่าทอง’, ชื่อถัดมาเป็นศิลปินนักทดลองผู้ทำให้ภาพพิมพ์ มาริลีน มอนโร และซุปกระป๋องแคมป์เบลล์กลายเป็นสัญลักษณ์ของป๊อปอาร์ตและศิลปะชิ้นสำคัญของสกุลโพสต์โมเดิร์น ส่วนชื่อสุดท้ายนั้นคือนักดนตรีนามอุโฆษผู้เขียนบทเพลงได้ลุ่มลึกราวหลักปรัชญา ไพเราะดังบทกวี และทำให้เพลง Blowin’ in the Wind หรือ ‘คำตอบนั้นอยู่ในสายลม’ เป็นดังเพลงชาติของหนุ่มสาวสมัยนั้น จึงไม่แปลกที่เรื่องราวของพวกเขาจะยังบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กลับไปค้นหา ขณะที่คนรุ่นเก่าก็รักจะมองภาพจำลองของอดีตเพื่อรำลึกถึงวันเวลาที่งดงามและเปี่ยมความหมาย

แต่ในฐานะศิลปินที่มีผลงานเป็นของสาธารณะ ทั้งสามอาจอยากให้เรื่องในอดีตหลงเหลือความเป็นส่วนตัวอยู่บ้าง (อาจยกเว้นวอร์ฮอล) หนังที่ได้รับอนุญาตให้สร้างนอกจากสารคดีแล้วจึงมีน้อยมาก โดยเฉพาะ บ๊อบ ดีแลน ซึ่งไม่เคยอนุญาตให้หนังเรื่องไหนพูดถึงชีวิตของเขาพร้อมกับเอาเพลงที่เขาทำไปประกอบเลย การที่ I’m Not There (2007) เป็นหนังเรื่องแรก (ที่ไม่ใช่สารคดี) ซึ่งได้รับอนุญาตจากดีแลนให้พูดถึงชีวิตและใช้เพลงของเขาได้เต็มที่จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา และยิ่งน่าจับตามากขึ้นไปอีกเมื่อผู้ที่ได้รับสิทธินี้คือ ท็อดด์ เฮยน์ส คนทำหนังอินดี้หัวหอกของยุค 90 ที่ล่าสุดทำ Far From Heaven (2002) เพื่อบูชาหนังเมโลดราม่ายุค 50 ของ ดักลาส เซิร์ก ไว้อย่างน่าประทับใจ

และราวกับนั่นยังน่าตื่นตาตื่นใจไม่พอ เฮยน์สจึงประกาศว่าหนังเรื่องนี้จะเล่าชีวิตของดีแลนแค่ช่วงสั้นๆ (ทศวรรษ 1960-70) ผ่านนักแสดงชาย-หญิง, เด็ก-คนแก่, ผิวขาว-ผิวดำ ถึง 6 คนโดยไม่มีใครเอ่ยชื่อ บ๊อบ ดีแลน เลยแม้แต่ครั้งเดียว 

เมื่อศิลปินคนหนึ่งอยากพูดถึงศิลปินอีกคนบนพื้นที่ศิลปะ หนังชีวประวัติแบบไม่ธรรมดาจึงเกิดขึ้น…นี่ล่ะ ความน่าสนุกของ I’m Not There

I’m Not There 02

บ๊อบ ดีแลน ยกกำลัง 7

โครงสร้างน่าพิศวงซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของ I’m Not There อยู่ที่การใช้นักแสดง 6 คนสวมบทบาท 7 ด้านของ บ๊อบ ดีแลน เพื่อสื่อถึงการเปลี่ยนแปลง การไม่ยอมย่ำอยู่กับที่ และการหนีให้พ้นจากกรงขังที่มวลชนคาดหวังให้เขาเป็น ซึ่งร่างทั้ง 7 นั้นประกอบไปด้วย

01. เด็กชายผิวดำวัย 11 ปี (มาร์คัส คาร์ล แฟรงคลิน) ออกรอนแรมพร้อมกีตาร์โปร่งหนึ่งตัวแล้วเรียกตัวเองว่า วู้ดดี้ กูธรี่

ตัวละครนี้สะท้อนแรงบันดาลใจและความปรารถนาของดีแลนในช่วง 1963 ที่มีชื่อว่า วู้ดดี้ กูธรี่ ผู้ได้ชื่อว่า ‘นักดนตรีของคนจน’ เป็นแรงบันดาลใจ นักแสดงเด็กผิวดำที่นำเสนอชีวิตของดีแลนในช่วงนี้บ่งบอกถึงรากของเพลงที่มาจากการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของคนผิวสี โดยเพลงประจำตัวของดีแลนในช่วงนี้คือ When the Ship Comes In

02. ชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลานาม แจ็ค โรวลินส์ (คริสเตียน เบล) ปันความชื่นชมจากกูธรี่สู่ แรมบลิง แจ็ค อีเลียต นักร้องเพลงโฟลค์สำนวนเหลือร้ายอีกคน แล้วหันมาขับขานบทเพลงเพื่อสังคมโดยปักหลักอยู่ที่กรีนวิชวิลเลจ

นี่คือดีแลนในช่วงปี 1964-65 ผู้ปรารถนาอย่างแรงกล้าจะค้นหาสัจธรรม เขามีชื่อเสียงโด่งดังสุดๆ ด้วยการเขียนเพลงลึกซึ้งกินใจ ตั้งคำถามต่อโลกและสังคมท่ามกลางเขม่าควันสงคราม เขาคือความหวังของมวลชนผู้ถูกขนานนามว่ากระบอกเสียงแห่งยุคสมัย (Voice of Generation) โดยมี Blowin’ in the Wind เป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ช่วงนี้เขายังแอบสวีทกับนักร้องหญิงร่วมอุดมการณ์อย่าง โจน เบซ (จูลี่แอนน์ มัวร์) ด้วย

03. ฉายา ‘เจมส์ ดีน คนใหม่’ ถูกตั้งให้ ร็อบบี้ (ฮีธ เล็ดเจอร์) นักแสดงผู้รับบทนักร้องเพลงโฟลค์ในหนังชีวประวัติเรื่องหนึ่งที่ดูคล้ายกับชีวิตตัวเอง ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มสร้างครอบครัวด้วยการแต่งงานกับนักวาดภาพสาวชาวฝรั่งเศส (ชาร์ล็อต แกงสบูร์ก)

ร็อบบี้คือด้านที่เป็นชีวิตส่วนตัวของดีแลน เขาเป็นเพื่อนที่มีเสน่ห์ คนรักที่โรแมนติก สามีที่ไม่เอาใจใส่ และเพลย์บอยผู้ไร้เยื่อใย เมื่อเขาแต่งเพลงรักหวานๆ ให้ผู้หญิงได้ ก็แต่งเพลงร้ายๆ ระบายความเจ็บแค้นใส่พวกเธอได้เช่นกัน การหย่าระหว่างเขากับภรรยาคนแรกถูกพูดถึงอย่างเจ็บแสบในเพลง Idiot Wind

I’m Not There 03
(จากขวา) ฮีธ เล็ดเจอร์ ผู้ล่วงลับในบทอีกร่างของบ๊อบ ดีแลน และ ชาร์ล็อต แกงสบูร์ก

04. จู้ด ควินน์ (เคต แบลนเช็ตต์) คือยูดาส (สาวกของพระเยซูผู้ทรยศ) ในสายตาแฟนเพลง เมื่อเขาละทิ้งกีตาร์โปร่งซึ่งเป็นเครื่องหมายของดนตรีเพื่อชีวิตไปหากีตาร์ไฟฟ้าแล้วเล่นดนตรีแบบโฟลค์ร็อคแทน

ดีแลนยุค 1965-66 คือตำนานแห่งความขบถอันยิ่งใหญ่ บทเพลงที่เคยขับกล่อมให้ผู้คนค้นหาคำตอบในสายลมเปลี่ยนไปพูดถึงเรื่องของปัจเจกแบบเพลง Like a Rolling Stone แทน และนักแสดงหญิงที่มาสวมบทบาทดีแลนในช่วงนี้ก็สะท้อนชัดถึงความแปลกแยกที่มีต่อแฟนเพลงและความแปลกใหม่ที่เขาได้สัมผัสจากการเป็นซูเปอร์สตาร์ แถมยังมี อีดี้ เซ็ดจ์วิก (มิเชลล์ วิลเลี่ยมส์) ดาวเด่นในสตูดิโอศิลปะ The Factory ของ แอนดี้ วอร์ฮอล มาพัวพันในวงโคจรของชีวิตรักด้วย

 

05. บิลลี่ ชายวัยกลางคนผู้ขังตัวเองไว้กับความสันโดษกลางธรรมชาติ (ริชาร์ด เกียร์) รับบทนักแสดงสมทบในหนังดังของ แซม เพคกินพาห์ เรื่อง Pat Garrett & Billy the Kid (1973)

นี่เป็นช่วงที่ดีแลนหลบลี้หนีชีวิตแบบสาธารณะแบบที่ผ่านๆ มาแล้วไปจำศีลอยู่ใกล้ๆ เมืองวู้ดสต็อกหลังประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ครั้งร้ายแรง เขาหันมานับถือศาสนาพุทธและสร้างงานเพลงอีกครั้งในบ้านกลางหุบเขา โดยมีเพลง Knockin’ on Heaven’s Door เป็นภาพแทนของชีวิตในช่วงนี้

06. ชายหนุ่มผู้มั่นใจในตัวเองสูงผู้นี้เรียกตัวเองว่า อาตูร์ แรงโบด์ (เบน วิชอว์) นั่งลงเพื่อตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างปนยียวนกวนประสาท

ปี 1965 คือช่วงเวลาที่ดีแลนได้รับอิทธิพลจากบทกวีเชิงสัญญะของฝรั่งเศส, กวีฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง อาตูร์ แรงโบด์ และวรรณกรรมบีต (งานเขียนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ต่อต้านขนบเดิมๆ) ซึ่งอิทธิพลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดตามบทสัมภาษณ์อันแปลกประหลาดโดยมีเพลง Chimes of Freedom เป็นตัวแทน

07. จอห์น (คริสเตียน เบล อีกรอบ) เกิดใหม่อีกครั้งปลายทศวรรษ 1970 ด้วยการเปลี่ยนกลับมานับถือศาสนาคริสต์อีกครั้ง

นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีแลนเหนื่อยหน่ายกับการหาคำตอบ จึงหันหลังให้ชื่อเสียงอีกครั้งแล้วบวชเพื่อรับใช้พระเจ้า โดยมีบทเพลงอย่าง Every Grain of Sand ไว้คอยขับกล่อมผู้คน ด้วยความที่ชีวิตช่วงนี้ของดีแลนละม้ายคล้ายวันคืนที่เป็น แจ็ค โรวลินส์ เบลจึงต้องควบบทนี้อีกครั้ง

I’m Not There 04
ริชาร์ด เกียร์ กับอีกหนึ่งบทที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงของเขา

I’m Not There, I’m not a biopic

หลังจาก I’m Not There ออกฉายในอเมริกา บทวิจารณ์จำนวนมากที่กระจัดกระจายอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตมักเป็นไปในทาง ‘ไม่รักก็เกลียดไปเลย’

บางคนบอกว่านี่คือหนังที่บันทึกแนวคิดและอุดมคติของดีแลนไม่ใช่ชีวิตของเขา บางคนหาว่ามันคือหนังที่แฟนเพลงทำสนองจิตนาการตัวเอง มากกว่าเล่าเรื่องของบุคคลในหนังอย่างจริงจัง บ้างกล่าวว่าความทะเยอทะยานทางศิลปะและสติปัญญาของเฮยน์สช่วยสร้างมิติใหม่ๆ ให้หนังแนวชีวประวัติได้ดี เพราะในยุคสมัยที่เราไม่อาจแน่ใจได้อีกแล้วว่าอะไรคือความจริง และไม่มีทางรู้ด้วยว่าตัวตนที่แท้จริงของดีแลนเป็นอย่างไร การทำหนังโดยไม่พยายามแปะป้าย based on true story ให้มันนับเป็นความกล้าหาญยิ่ง และบ้างก็ชื่นชมว่า ในปัจจุบันที่หนังแทบจะประเคนทุกอย่างให้คนดูเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ต้องเปลืองสมองขบคิดอะไรเลย I’m Not There กลับทวนกระแสนั่นด้วยการเรียกร้องการทำการบ้านจากคนดูอย่างมากมาย…

แฟนพันธุ์แท้ดีแลนทั้งหลายควรทำใจไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่ได้เห็นสิ่งที่คาดหวังหรอก วิธีที่จะสนุกกับหนังเรื่องนี้ได้คือการเปิดใจให้กว้าง มองดูสิ่งที่ผู้กำกับตีความ ส่วนคนที่ไม่คุ้นกับดีแลนเท่าไรก็พึงระลึกไว้ว่า การดูหนังเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งและได้อรรถรสครบถ้วนควรมีความรู้ด้านสังคมและวัฒนธรรมยุค 60 พอสมควร เพราะคุณจะไม่เข้าใจสิ่งที่สอดแทรกอยู่ในหนังเลยหากไม่รู้จักดนตรี ศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม และภาพยนตร์ที่ถูกอ้างอิงถึงมากมาย ตั้งแต่บทกวีของ อัลเลน กินสเบิร์ก, ดนตรีเพื่อสังคมของ วู้ดดี้ กูธรี่, นิยายต่อต้านสงครามของ นอร์แมน เมล์เลอร์ ไปจนถึงสไตล์การจัดฉากและถ่ายทำอย่างหนังขาวดำในยุคนั้น โดยเฉพาะจาก 8 ½ (1963) ของ เฟรเดริโก เฟลลินี่ และ Masculine-Feminine (1966) ของ ฌอง-ลุก โกดาด์

หลังจากดูหนังจบ จอน เรย์มอนด์ นักเขียนนิยายชื่อดังผู้เป็นเพื่อนเฮยน์สบอกเขาไว้ว่า “หากมีคนถามว่า I’m Not There เกี่ยวกับอะไร ให้บอกไปว่า มันคือประวัติศาสตร์ของจิตสำนึกและจิตวิญญาณของชาวอเมริกัน (ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากในยุค 60) บอกไปว่ามันคือหนังที่มี บ๊อบ ดีแลน เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ”

ขณะที่เฮยน์สเองก็บอกว่า “เอาเข้าจริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้สนใจคอนเซ็ปต์อันยิ่งใหญ่ของ ‘ความจริง’ สักเท่าไหร่ และยิ่งไม่สนใจการทำหนังชีวประวัติแบบตรงไปตรงมาด้วย ผมอยากตามหาเส้นทางที่จินตนาการพาเขาไปมากกว่า อยากรู้ว่าความคิดของเขาพาชีวิตไปทางไหน แล้วจะเป็นอย่างไรเมื่ออุดมคติ ดนตรี และชีวิตบรรจบเข้าหากัน”

แน่นอนว่ามีคนชอบไอเดียหนังซึ่งแบ่งดีแลนออกเป็น 7 ภาค และยิ่งแน่นอนเข้าไปใหญ่ว่าจะมีคนเกลียดเพราะนอกจากจะเข้าใจยากแล้ว หนังยังไม่เล่าตามลำดับเวลาอีกต่างหาก แต่นั่นล่ะคือสิ่งที่ I’m Not There อยากทำกับคนดู ทำให้คนดูรักและเกลียด ทำให้พวกเขาคิด ทำให้พวกเขารู้สึก

“คุณอาจเป็นผู้กำกับที่เก่งมากๆ แต่มันจะไม่มีประโชน์เลยหากหนังที่ออกมาไม่สามารถตอบสนองคนดูในทางอารมณ์และสติปัญญาได้” เฮยน์สกล่าว

I’m Not There 05
เคต แบลนเช็ตต์ กับบทที่ส่งเธอชิงออสการ์สาขานำหญิงอีกครั้ง
**ส่วนหนึ่งจากบทความ “I’m Not There บ๊อบ ดีแลน 7 ร่าง ในหนังชีวประวัติสุดเซอร์”
โดย นลัท ตั้งพรพิพัฒน์ / ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 74 (มกราคม 2551)


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176