เขียนบทซีรีส์อย่างไรให้ปังแบบ The Walking Dead

Home / bioscope, หนังฮอลลีวูด / เขียนบทซีรีส์อย่างไรให้ปังแบบ The Walking Dead

The Walking Dead 3 - rick

ถ้าจะพูดถึงซีรีส์ที่จุดกระแสของตัวละคร ‘ซอมบี้’ ให้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งจนกลายเป็นของฮอตฮิต โดยเฉพาะในวงการซีรีส์ ก็คงหนีไม่พ้น The Walking Dead ซึ่งนับตั้งแต่ออกอากาศมาตั้งแต่ปี 2010 ทางช่อง AMC ในอเมริกา จนถึงล่าสุดในซีซั่นที่ 7 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังคงสามารถครองใจผู้ชมได้อย่างเหนียวแน่น เพราะอะไรถึงทำให้ TWD สามารถยืนระยะได้ยาวนานขนาดนี้ ลองไปดูวิธีคิดและเขียนบทของทีมจากซีรีส์นี้กันครับ

**เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “เขาเขียนซีรีส์ซอมบี้กันยังไง…ให้คนกรี๊ด!” โดย ชายธี ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 165 และ 167

(L-R) Shane Walsh (Jon Bernthal), Dale (Jeffrey DeMunn), Lori Grimes (Sarah Wayne Callies), Rick Grimes (Andrew Lincoln), T-Dog (Robert 'IronE' Singleton), Carl Grimes (Chandler Riggs), Andrea (Laurie Holden), Glenn (Steven Yeun), Sophia (Madison Lintz), Daryl Dixon (Norman Reedus), Carol (Melissa Suzanne McBride), Jacqui (Jeryl Prescott) and Dr. Edwin Jenner (Noah Emmerich)

ที่มาของโลกซอมบี้ใน TWD

จริงอยู่ที่หนังซอมบี้มักว่าด้วย “เรื่องราวของกลุ่มคนที่พยายามเอาตัวรอดจากซอมบี้ ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง” หากแต่สิ่งที่ทำให้แต่ละเรื่องต่างออกไป นั่นคือซีรีส์ซอมบี้เหล่านี้มี “ที่มา” จากอะไร เช่นในกรณีของ TWD ที่ แฟรงค์ ดาราบอนต์ (ผกก. The Mist) ดัดแปลงคอมมิคชื่อเดียวกันนี้ของ โรเบิร์ต เคิร์คแมน (เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2003 จนถึงปัจจุบัน) ที่เล่าเรื่องกลุ่มคนซึ่งเอาตัวรอดจาก Walker ซึ่งที่มาของไอเดียเกิดขึ้นหลังจากที่เคิร์คแมนดู Night of the Living Dead (1968) ของ จอร์จ เอ โรเมโอ แล้วนึกขึ้นมาว่า “หลังเอาชนะซอมบี้จนหมดสิ้นแล้ว(เหรอ?) มนุษย์จะกลับมามีชีวิตปกติอย่างไร?” เคิร์คแมนจึงลงมือเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ เพื่อเล่าถึงจิตใจอันบอบช้ำของผู้คนซึ่งเปลี่ยนไปเพราะโลกของซอมบี้

The Walking Dead 6 - daryl A

ปูมหลังตัวละครต้องหนักแน่น

การเขียนตัวละครใน ‘ซีรีส์ ซอมบี้’ นั้น หาใช่แค่การสร้างซอมบี้หน้าเละขึ้นมาเพื่อวิ่งไล่ล่ามนุษย์หรือสร้าง มนุษย์กลุ่มหนึ่งขึ้นมาเพื่อวิ่งหนีซอมบี้ไปงั้นๆ เพราะไม่ว่าจะมนุษย์หรือซอมบี้ พวกเขาก็ล้วนเป็นตัวละครที่คนเขียนบทต้องใส่ใจในรายละเอียดเพื่อสร้างความ ‘แตกต่าง’ และ ‘น่าติดตาม’ ให้ได้ด้วยกันทั้งสิ้น

โดยในแง่หนึ่ง ตัวละครแต่ละตัวควรมีมิติชีวิตที่ซับซ้อนและรอบด้านมากพอ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ชมในการ ‘เชื่อมโยง’ ตัวเองให้เข้ากับ ‘ตัวละครที่เป็นปุถุชนเหมือนกัน’ ได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ดารีล ดิกซัน (นอร์แมน รีดัส) ใน The Walking Dead เป็นมือสังหารซอมบี้-ผู้มีหน้าไม้เป็นอาวุธคู่กาย-ที่แสนจะเยือกเย็นและไว้ใจได้เรื่องฝีมือการล่า เนื่องจากเขาเคยมีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบากมาก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตซอมบี้ เขาจึงรู้วิธีที่จะเอาตัวรอดท่ามกลางความโหดร้ายมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

หรือ ฟิลลิป เบลค (เดวิด มอร์ริสซีย์) ที่ใครๆ เรียกกันว่า The Governor (‘ท่านผู้ว่าฯ’) ในเรื่องเดียวกันที่แม้หน้าฉากจะเป็นผู้ปกครองเมืองวูดเบอร์รีจอมเผด็จการที่ชอบใช้ความรุนแรงเพื่อขมขู่ให้ประชาชนอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เขากำหนดขึ้น แต่นั่นก็เป็นผลมาจากอดีตร้ายๆ (เคยโดนพ่อทุบตี, เสียภรรยาในอุบัติเหตุ และทำใจไม่ได้ที่ลูกสาวเป็นซอมบี้จนต้องจับเธอขังเอาไว้!) ที่เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นคนใจหิน เป็นต้น

The Walking Dead 12

ความขัดแย้งระหว่างตัวละคร (ต้องมี)

เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของ ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวและเสริมสร้างพัฒนาการ ให้เกิดกับตัวละคร โดยตัวอุปสรรค (Antagonist) ที่ว่านี้สามารถเป็นได้ ทั้งความขัดแย้งที่เกิดกับตัวละครอื่นหรือตัวเอง โดยในกรณีแรก หากไม่ นับตัวละครซอมบี้ซึ่งถือเป็นอุปสรรคตามธรรมชาติของเรื่องเล่าตระกูลนี้ อยู่แล้วนั้น ซีรีส์หลายเรื่องก็มักมีตัวละครมนุษย์ที่เป็นขั้วตรงข้ามกันอยู่ ในหลากหลายระดับ ทั้งในฐานะของตัวร้ายตามขนบที่คอยขัดขวางกลุ่ม (เช่น The Governor), คนในกลุ่มที่คิดเห็นไม่ตรงกันเสียเอง (เช่น กลุ่มผู้รอดชีวิตใน TWD ที่บาดหมางกันอยู่เนืองๆ) รวมไปถึงมนุษย์กลุ่มอื่นๆ ที่พยายามเอาตัวรอดในสถานการณ์เดียวกันจนต้องมาปะทะกับกลุ่มตัวละครหลัก

แต่แน่นอนว่าความขัดแย้งที่สร้างอุปสรรคได้อย่างน่าดึงดูดที่สุด ก็คือความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครเอง ยกตัวอย่างเช่น ริค กริมส์ (แอนดรูว์ ลินคอล์น) อดีตนายอำเภอตัวละครหลักและผู้นำกลุ่มผู้ รอดชีวิตใน The Walking Dead ที่มักจะถามตัวเองว่า ความรุนแรงทั้ง หลายที่เขาทำลงไปเพื่อให้ตัวเองและคนในกลุ่มรอดชีวิตในแต่ละครั้งนั้น มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ กลายเป็นคนที่เย็น ชาและโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆ หลังต้องพบเจอกับความรุนแรงและความ สูญเสียมากเข้า

The Walking Dead 5 - glenn & maggie

เอกลักษณ์ของตัวละครที่น่าจดจำ

แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่ช่วยให้ผู้ชมสามารถแยกแยะตัวละครได้ในขั้นแรกว่า ‘ใครเป็นใคร’ ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงแค่รูปลักษณ์ภายนอก (รูปร่าง, ผิวพรรณ, เชื้อชาติ, ตำหนิ, ฯลฯ) เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมไปถึงบุคลิกท่าทาง (ลักษณะการเคลื่อนไหว, พฤติกรรมตอบสนองทั้งในขณะที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว, ฯลฯ) และลักษณะนิสัย (เปิดเผย, เก็บตัว, ขี้โกหก, ฯลฯ) ที่ถูกถ่ายทอดออกมาให้ได้รับรู้ผ่านการกระทำอีกด้วย

ตัวอย่างเช่นตัวละครที่ใครๆ ก็ต้องหลงรักของ เกลนน์ รีห์ (สตีเวน หยวน) หนุ่มเอเชียหน้าตาจิ้มลิ้มคนเดียวใน The Walking Dead ที่เริ่มต้นจากการเป็นเด็กส่งพิซซ่าขี้กลัวแต่น้ำใจงาม ก่อนค่อยๆ พัฒนามาเป็น ‘ที่พึ่ง’ คนสำคัญ-ในฐานะนักวางแผนยังชีพ ฝีมือดี-ที่ทั้งกล้าหาญและเสียสละของกลุ่ม เป็นต้น

The Walking Dead 0B

แก่นเรื่องต้องแข็งแรง

มอลลี เบิร์ก แห่ง dailytrojan.com เคยเขียนชื่นชมแก่นของ TWD เอาไว้ว่า สิ่งที่โดดเด้งสุดๆ ของซีรีส์เรื่องนี้ก็คือ การชำแหละถึงแบบแผน ‘ความเป็นมนุษย์ที่ดี’ นี่เอง “มัน แสดงตัวอย่างให้เห็นว่า เราในฐานะมนุษย์จะทำอย่างไร เมื่อต้องตกอยู่ในเหตุการณ์ที่บีบบังคับ อย่างถึงที่สุด เราจะเลือกทำเพื่อตัวเองหรือคนที่ เรารักกันแน่? ซึ่งมันได้นำเสนอประเด็นแอบแฝง อันซับซ้อน ทั้งความซื่อสัตย์ ความสูญเสีย การสำรวจคุณค่าในตัวเอง และการสังเกตชีวิตมนุษย์ ณ ขณะที่ตัวละครยังต้องตื่นขึ้นมาบนโลกอัน แสนโหดร้ายที่ถูกยึดครองด้วยซอมบี้” เธอว่า “The Walking Dead ฉายภาพความเป็นมนุษย์ ในจุดตกต่ำที่สุด ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความ สิ้นหวังที่เรายังคงต้องหาหนทางหลุดพ้นจาก สถานการณ์อันเลวร้ายอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า”

The Walking Dead 5 - glenn & daryl

สถานการณ์ที่ผู้ชมคาดเดาได้ยาก

ไม่ได้หมายความว่า เราต้องเขียนเรื่องให้ ‘หักมุม’ กันทุก 5 นาที แต่หมายถึงว่า เราควรสร้างบางสิ่งบางอย่างที่ผู้ชมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวละครหรือฉากนั้นๆ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งในฉากเรียบง่ายอย่างการพูดคุยกัน จนกระทั่งถึงฉากเร้าใจยามเมื่อมนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับซอมบี้ภายใต้สภาวะและเงื่อนไขกดดันที่แตกต่างกันออกไป

The Walking Dead 3

‘ความตาย’ ของตัวละครอันเป็นที่รัก

ตัวแปรสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยสร้าง ‘ความคาดเดาไม่ได้’ ให้เกิดกับเรื่องเล่าซอมบี้ได้อย่างทรงพลังก็คือ ‘ความตาย’ โดยตัวอย่างทั่วไปก็เช่น การให้ผู้ชมเห็นตัวละครที่พวกเขาผูกพันด้วย -ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่, พี่น้อง, ลูกหลาน, เพื่อนสนิท หรือคนรัก- ต้องตายหรือกลับมาในร่างของซอมบี้ที่ร้างไร้ทั้งหัวใจและความทรงจำ ซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้เรื่องดำเนินไปข้างหน้าและส่งผลทางอารมณ์กับคนดูแล้ว มันยังเป็นการส่งสารเพื่อบอกอะไรบางอย่างที่สอดคล้องกับธีมเรื่องแก่ผู้ชมไปพร้อมๆ กันด้วย แต่หลายครั้งมันก็บีบหัวใจผู้ชมหลายคนจนแทบอยากจะเลิกดูซีรีส์ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปก็มี (ฮา)

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176