หนังสยอง ทำไมต้อง ‘ตุ้งแช่’

Home / bioscope, หนังฮอลลีวูด / หนังสยอง ทำไมต้อง ‘ตุ้งแช่’
ขณะที่ปานวาดกำลังเดินตามเสียงปริศนาเข้ามาถึงห้องนอนอัน มืดมิด ทันใดนั้นเองเสียงกุกกักใต้เตียงก็ดังขึ้น แม้ภาพเบื้องหน้านั่นจะดูไม่น่า ไว้วางใจแค่ไหน แต่เธอก็ยังอุตส่าห์ใจกล้าก้มลงไปดูว่ามีอะไรอยู่ใต้นั้น …ภาพ แทนสายตาของเธอค่อยๆ เลื่อนลงมาจนถึงใต้เตียงอย่างช้าๆ …แล้วปานวาด ก็ไม่พบอะไร สีหน้าเธอสบายใจประหนึ่งว่าโลกนี้ไม่มีผีอีกแล้ว …แต่จังหวะที่ เธอหันกลับมานั่นเอง ผีสาวหน้าขาวก็โผล่พรวดมายืนประจันหน้า และดนตรี ก็บรรเลงรับ (ผ่าง!!!!) ก่อนที่ปานวาดจะวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต!!!!!

ข้างต้นเป็นสถานการณ์ที่เราเขียนขึ้นเอง แต่คอหนังผีก็คงคุ้นชินกับ ฉากที่ให้อารมณ์ประมาณนี้กันเป็นอย่างดี นั่นคือการต้องนั่งลุ้นกับตัวละครที่ เข้าไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ ตามด้วยจังหวะ ‘ตุ้งแช่’ ให้เราต้องตกใจส่งเสียง กรี๊ดกร๊าดเป็นระยะ หนังผีปัจจุบันจู่โจมเราด้วยจังหวะแบบนี้เรื่อยมา จนราวกับ ว่ามันได้กลายเป็นขนบที่หนังผี ‘ต้องมี’ ไปแล้ว

ว่ากันว่าหนังรักที่ประสบความสำเร็จคือหนังที่ทำให้คนดูซาบซึ้งได้ หนังตลกต้องทำให้คนดูหัวเราะได้ และหนังผีก็ควรทำให้คนดูกลัวได้ด้วย ซึ่ง จังหวะ ‘ตุ้งแช่’ ข้างต้นอาจทำให้เราทั้งหลายเคยลุ้นและตกใจจนบางครั้งถึง ขั้นกลัว แต่ …หนังผีจำเป็นต้องเดินตามกรอบนี้เท่านั้นหรือ?

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ
‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’

บรรจง ปิสัญธนะกูล เจ้าของเครดิตหนังสยองขวัญขึ้นหิ้งของไทยอย่าง ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’, ‘แฝด’, ‘สี่แพร่ง’ และ ‘ห้าแพร่ง’ ให้ความเห็นว่า “ผมเชื่อว่าสิ่งที่คนคาดหวังจากการดูหนังผีคือ หนึ่งกลัว และสองคือการได้ตกใจ การได้ดูหนังผีแล้วได้ตกใจก็เป็นความสนุกอย่างหนึ่ง แต่มันก็ต้องอยู่ที่ความพอดีด้วยเพราะการใส่เสียงดังๆ เข้าไปเยอะๆ ก็ใช่ว่าจะทำให้คนดูสนุกได้เสมอไป”

บรรจง สินธนมงคลกุล หนึ่งในผู้กำกับ ‘มหาลัยสยองขวัญ’ เสริมว่า “ผมเชื่อว่าคนทำหนังทุกคนก็ไม่อยากทำอะไรซ้ำซากอยู่แล้ว แต่เนื่องด้วยกระแสนิยม ระบบนายทุน และองค์ประกอบอีกหลายอย่างมันพิสูจน์แล้วว่าสูตรนี้ทำได้แน่ๆ มันจึงกำหนดกรอบให้เราไปในทิศทางนั้น แต่โดยเนื้อแท้เราเชื่อว่าทุกคนก็อยากทำอะไรที่แปลกใหม่ทั้งนั้นแหละ”

Halloween (1978)
Halloween (1978)

จอห์น คาร์เพนเตอร์ เจ้าพ่อหนังสยองขวัญ (ผกก. Halloween ปี 1978, The Fog ปี 1980 และ The Thing ปี 1982) กล่าวไว้ว่า “ความกลัวเป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ที่ทรงพลังที่สุด โดยเฉพาะความกลัวต่อสิ่งที่มอง ไม่เห็นนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เราทุกคนต่างเคยสัมผัสความกลัวกันมาแล้วทั้งนั้น ตอนเด็กๆ เราอาจกลัวความมืด หรือสิ่งลี้ลับรอบตัว ถ้าคุณจะทำหนังสยองขวัญ คุณก็ต้องรู้จักเล่นกับอารมณ์ส่วนนี้ของผู้ชม”

ระดับความกลัวในการดูหนังผีของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ซึ่งผีก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการ อีกทั้งความกลัวก็เป็นนามธรรม นั่นแสดงว่า แท้จริงแล้วไม่ได้มีอะไรเลยจะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการนำเสนอหนังผีให้ต้องเดินตามเสมอไป

จริงอยู่ที่การดูหนังผีแล้วมีจังหวะตุ้งแช่หยอดเป็นระยะก็อาจถือเป็นความบันเทิงชนิดหนึ่งจริงๆ แต่ตราบใดที่มันออกมาจากความคิดแบบสูตรสำเร็จของคนทำหนัง สุดท้ายหนังเรื่องนั้นก็อาจมีค่าเป็นแค่ ‘หนังที่ดูแล้วตกใจ’ ทว่ามิใช่ ‘หนังที่ดูแล้วกลัว’ ก็ได้ ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า แม้มันอาจทำเงินมหาศาลตอนเข้าฉาย แต่มันจะมิใช่หนังสยองขวัญที่คนดูจดจำประทับใจไปยาวนาน …จริงไหม

‘มหาลัยสยองขวัญ’
‘มหาลัยสยองขวัญ’

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

วิธีสร้างความสยองแก่คนดูโดยไม่ต้องง้อการเล่นล่อเอาเถิดด้วยเสียงอันดังและความตกใจยังมีอีกมากมาย
ต่อไปนี้คือบางตัวอย่าง

The Exorcist

The Exorcist (1973, วิลเลียม ฟรีดกิน)

ฉากโด่งดังคือฉากเด็กสาวดวงซวย เรแกน (ลินดา แบลร์) โดนผีสิงแล้วเฮี้ยนถึงขีดสุดแผลงฤทธิ์มากมายทั้งนั่งหน้าเละหมุนหัว 360 องศา อ้วกพุ่งทะลักใส่หมอผี ใช้ไม้กางเขนทิ่มแทงอวัยวะเพศ ตัวเอง ทำท่าสะพานโค้งเดินลงจากบันได ฯลฯ ซึ่งวันนี้ฉากทั้งหมดที่ กล่าวไปอาจไม่ใช่ของใหม่แล้ว แต่หากตัดเรื่องผีออกไป ‘ความ หลอน’ ที่แท้จริงของ The Exorcist อยู่ตรงเรื่องราวดรามาชั้นดี ว่าด้วยคุณแม่ผู้เจ็บปวดกับการต้องทนดูลูกสาวทุกข์ทรมาน …โดย ไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้เลย

และเนื่องจากเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบ้านหลังเดียว เริ่มจากการแนะนำให้คนดูรู้จักแม่ลูกคู่นี้ที่มีกิจวัตรและอาศัยอยู่ใน บ้านแบบชนชั้นกลางทั่วไป (โดยเฉพาะสังคมอเมริกัน) โดยหนังพาไป รู้จักมุมต่างๆ ของบ้านจนเรารู้สึกคุ้นเคย จึงไม่แปลกหากคำร่ำลือ อันดับต้นๆ ที่หนังได้รับจะคือการที่หลายคนดูหนังจบแล้วไม่กล้า นอนคนเดียว เพราะห้องหับต่างๆ ที่อยู่ในหนังนั้นมันคุ้นตาเสียจน ไม่ต่างจากห้องนอนที่บ้านของเราเอง

The Sixth Sense

The Sixth Sense (1999, เอ็ม ไนต์ ชัยมาลัน)

แม้หนังจะมีจุดเด่นตรงการจบหักมุม แต่ต่อให้ The Sixth Sense ไม่หักมุม มันก็ยังคงสยองขวัญคนดูได้อยู่ดี

หนังเน้นไปยังสองตัวละคร คือมัลคอล์ม (บรูซ วิลลิส) จิตแพทย์เด็กผู้ล้มเหลวจากการรักษาเด็กคนหนึ่ง หนทางที่จะเรียก ความมั่นใจกลับมาจึงคือการพยายามเยียวยา โคล (เฮลีย์ โจล ออสเมนต์) เด็กชายผู้มองเห็นผีรอบตัว ซึ่งรายหลังอาศัยอยู่กับแม่ เพียงลำพังด้วยอาการเก็บกด

หนังใช้เวลานานในการสร้างปูมหลังและความสัมพันธ์ ของทั้งคู่ให้แข็งแรง จนเรียกได้ว่า The Sixth Sense เป็นหนังผีที่ไม่ได้ เน้นความสยองด้วยซ้ำไป แต่การหันไปเน้นเรื่องราวความสัมพันธ์ นั่นเองที่ย้อนศรมาส่งเสริมให้ความสยองในหนังกลับยิ่งพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะจาก ‘ฉากสนทนาธรรมดาๆ’ ที่เด็กชายโคลพูด ถึงประสบการณ์ชวนขนลุกของเขาว่า “ผม…เห็น…ผี” และ “คุณเคย รู้สึกขนลุกตรงท้ายทอยบ้างมั้ย …นั่นแหละแปลว่าพวกเขากำลังมา” อันเป็นบทพูดที่ดึงอารมณ์ร่วมจากผู้ชมได้อย่างดี ซึ่งบทสนทนาเหล่า นี้จะทำหน้าที่ไม่ได้ขนาดนั้นเลยหากหนังไม่ปูพื้นตัวละครจนน่า เชื่อถือมาตั้งแต่แรก จนเราคล้อยตามและพลอยหวาดผวาไปกับ ชะตากรรมอันน่าสะพรึงของเด็กตัวเล็กๆ คนนี้ได้อย่างง่ายดาย

Ringu (1998)

Ringu (1998, ฮิเดโอะ นากาตะ)

สิ่งที่นากาตะสร้างไว้ในหนังเรื่องนี้ส่งอิทธิพลอย่างมหาศาลแก่หนังผีเอเชียมาจนปัจจุบัน โดยเฉพาะการ ‘ออกแบบผี’ ให้อยู่ในรูปของหญิงสาวผมยาวตัวขาวที่เคลื่อนไหวช้าๆ ด้วยท่าทางแปลกประหลาด และแม้มีฉากผีโผล่มาเพียงไม่กี่ฉาก แต่หนังก็ทรงพลังอย่างยิ่งจากการตีโจทย์ได้แตกละเอียดของนากาตะเอง

เริ่มจากการกำกับบรรยากาศทั้งหมดของหนังให้อาบคลุมด้วยความโดดเดี่ยว เย็นชา นิ่งงัน ห้องหับต่างๆ มีแสงน้อย ไร้ความพลุกพล่าน ตัวละครพูดกันน้อย และพูดกันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ อีกทั้งยังลดทอนองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของประกอบฉากตลอดจนเสียงรบกวนอื่นๆ เพื่อขับเน้นความอ้างว้างของตัวละครให้มากที่สุด นั่นทำให้ความสนใจของคนดูพุ่งไปที่เรื่องราวและตัวละครโดยตรง สภาพศพแรกที่อยู่ในสภาพเหมือนต้องหวีดร้องด้วยอาการกลัวสุดขีดก่อนเสียชีวิต จึงเป็นแรงปะทะที่คนดูสามารถรับรู้ได้เต็มๆ ถึงความดุร้ายของผีตนนี้

กุญแจสำคัญของหนังคือวิดีโออาถรรพ์ม้วนหนึ่ง ซึ่งทันทีที่ใครเปิดดูจะมีเสียงโทรศัพท์ดังเข้าหาตัวทันที เป็นสัญญาณว่านับจากนี้อีก 7 วัน คนคนนั้นจะตาย ระหว่างนั้นถ้าเขาถ่ายรูป ภาพใบหน้าของเขาก็จะอยู่ในสภาพบูดบี้ผิดมนุษย์ หนังเล่าเรื่องอย่างเนิบช้าจนเมื่อถึงท้ายเรื่องที่เราจะได้ เจอผีแบบกระจ่างตาครั้งแรก ‘ซาดาโกะ’ ผีสาวค่อยๆ เดินจากภาพในทีวีคืบคลานผ่านจอออกมาหาเหยื่อโดยที่ทั้งตัวละครและเราไม่คาดคิด นี่จึงเป็น ฉากที่หลายคนเห็นพ้องกันว่าสร้างความช็อคได้อย่างสุดขีด (ซึ่งต่างจากเวอร์ชั่นฮอลลีวูดของ กอร์ เวอร์บินสกี ที่เน้นภาพหวือหวาและการตัดต่อฉับไว ทำให้ดึงความสนใจจากคนดูไปสู่องค์ประกอบอื่น)

นอกจากนั้นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นตัวแปรของความสยองในหนังอันได้แก่ ม้วนวิดีโอ, โทรศัพท์, ภาพถ่าย และโทรทัศน์ ก็ล้วนเป็นสิ่งของใกล้ตัวที่เราต่างเคยใช้สอยยามอ้างว้างเป็นปกติอยู่แล้ว นั่นยิ่งทำให้ความน่ากลัวของซาดาโกะดูเป็นเรื่องใกล้ตัวคนดูมากขึ้นอีก

Kairo (2001)

Kairo (2001, คิโยชิ คุโรซาวะ)

หนังเล่าเรื่องของเว็บไซต์ประหลาดที่ โผล่ขึ้นมาทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยมีข้อความว่า “คุณอยากเห็นผีมั้ย” …แม้ตอนนั้น คอมพิวเตอร์จะไม่ได้ถูกเปิดใช้งานอยู่ก็ตาม

หนังทำหน้าที่สะท้อนชีวิตคนเมืองซึ่ง ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่จน เหมือนถูกตัดขาดออกจากสังคมมนุษย์ด้วยกัน ตัวละครแต่ละตัวจะไม่ค่อยมีโอกาสได้สุงสิงกับ ใคร ทั้งยังต้องตกอยู่ในสถานที่อันจำกัด มืดอับ และเต็มไปด้วยสิ่งของระเกะระกะ คล้ายที่พัก ทั่วไปที่เราคุ้นเคย จากนั้นก็ใช้เทคนิคทางภาพยนตร์ทั้งด้านภาพและเสียงมาสร้าง บรรยากาศยะเยือกให้ลอยปกคลุมหนังทั้งเรื่อง เช่น ฉากที่ตัวละครเปิดไฟแล้วเจอคราบสีดำเกาะอยู่บนผนังเป็นรูปคน ฉากนี้ไม่มีเสียงประกอบใดๆ แต่พอเขาปิดไฟจากไปแล้ววิ่งกลับมา เปิดดูใหม่ ดนตรีจึงลอยขึ้นมาอย่างโหยหวน

นอกจากจะสุดหลอนขณะดูในโรง แล้ว หลายคนยังบอกด้วยว่า มันยิ่งน่ากลัวกว่า เดิมเมื่อเราดูจบแล้วกลับมาบ้านและต้องเผชิญ สภาวะเปล่าเปลี่ยวเดียวดายหน้าจอ คอมพิวเตอร์แบบเดียวกับตัวละคร …ซึ่งใครบ้างล่ะในเมืองใหญ่ทุกวันนี้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้น?

Paranormal Activity (2007)

Paranormal Activity (2007, โอเรน เปลี)

หนังสมมุติให้สิ่งที่เราจะได้ดูนั้นเป็น ฟุตเตจจริงของผัวเมียคู่หนึ่งที่พยายามหาว่า เกิดความผิดปกติอะไรในบ้านตัวเอง ช่วงกลางวันของหนังเราจะได้ดู ผัวเมียคุยถึงเรื่องแปลกต่างๆ ที่เกิดขึ้นตอนค่ำ เช่นเสียงแปลกปลอม ข้าวของวางผิดที่ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงกลางคืน ทั้งคู่ตั้งกล้องถ่ายตอนตัวเอง นอนไว้เพื่อบันทึกที่มาของสิ่งผิดปกติ

นี่คือช่วงที่คนดูระทึกที่สุด เพราะ หนังเน้นความเงียบสงบของเวลาค่ำคืน (จึงอาจ มีมุขตุ้งแช่บ้างเวลาที่ประตูปิดเอง) ประกอบกับภาพโหมดกลางคืนชวนหลอนจากกล้องวิดีโอ และการตั้งกล้องไว้เฉยๆ ที่ทำให้เราเห็นองค์ประกอบและความเป็นไปโดยรอบบริเวณห้อง ซึ่งหนังก็ใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างเป็นประโยชน์ที่สุดในการถ่ายทำฉากผีหลอกตอนกลางคืน เปลีไม่มีการเตี๊ยมกับ มิคาห์ สโลต และ เคที ฟีเธอร์สตัน (สองนักแสดงหลัก) เลย ภาพที่เราเห็นจึงไม่ต่างกับการนั่งดูรายการเรียลลิตี ที่จู่ๆ ผีในบ้านก็อาละวาดขึ้นมาเฉยๆ! (ยกเว้นฉากที่ซับซ้อนมากๆ เปลีต้องซักซ้อมกับ นักแสดงก่อนเข้าฉาก) และผลคือคนที่ได้ดู หนังแล้วพากันโพสต์ข้อความตามเว็บบอร์ด หลังดูจบว่า “ไม่กล้าปิดไฟนอน”

Shining

The Shining (1980, สแตนลีย์ คูบริค)

แม้ สตีเฟน คิง เจ้าของนิยายต้นฉบับ จะประกาศว่าไม่ชอบเวอร์ชั่นหนังเลยก็ตาม แต่นี่ก็เป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญที่ได้รับการพูดถึงเสมอมาในเรื่องของความน่ากลัว

หนังเล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่เข้าพักในโรงแรมไกลผู้คน จากนั้นพฤติกรรมของคนเป็นพ่อก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จุดเด่นคือการกำกับบรรยากาศและสถานที่ โดยส่วนใหญ่คูบริค เลือกถ่ายภาพระยะไกลเพื่อแสดงสภาวะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก นอกจากนั้นเรื่องยังดำเนินในช่วงที่เกิดพายุหิมะ คลอด้วยดนตรีเย็นๆ ของ เว็นดี คาร์ลอส และ ราเชล เอลไคนด์ ความหนาวจึงลอยอยู่ทั้งเรื่อง

นั่นทำให้ฉากผีที่คูบริคหยอดมาเป็นระยะ มีประสิทธิภาพในการช็อคคนดูเกือบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากลัวกว่าฉากผีคือ ‘สิ่งที่มองไม่เห็น’ เพราะหนังเล่นกับมันอย่างเต็มที่ ตั้งแต่สาเหตุที่ทำให้พ่อเปลี่ยนบุคลิกก็ไม่ สามารถระบุชัดเจนได้ ไปจนถึงบรรยากาศที่แม้จะสรุปไม่ได้ว่าโรงแรมนี้มีผีหรือเป็นเพียงจินตนาการของตัวละคร แต่ภาพและเสียงที่ คูบริคพิถีพิถันถ่ายทอดออกมาก็ยังชวนให้เราจินตนาการด้วยความหลอนอยู่ตลอดเวลาว่า สถานที่แห่งนี้ต้องมี ‘อะไรบางอย่าง’ แน่นอน

**หนังสยอง ทำไมต้อง ‘ตุ้งแช่’ โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ / ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 95 (ตุลาคม 2552)

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176