ใช้ ‘เครื่องหมายการค้า’ ในหนังอย่างไร ไม่ให้ถูกฟ้อง!

Home / bioscope, หนังฮอลลีวูด / ใช้ ‘เครื่องหมายการค้า’ ในหนังอย่างไร ไม่ให้ถูกฟ้อง!

หากวันหนึ่งเราอยากจะทำหนังหรือสารคดีที่เกี่ยวกับบริษัท/สินค้าสักอย่างหนึ่ง เราจะทำยังไงที่ทำให้สามารถเล่าเรื่องเหล่านี้ได้ โดยไม่ถูกฟ้องจนหมดตัวไปเสียก่อน?

เรื่องของการปรากฏ ‘เครื่องหมายการค้า’ ในวงการหนังฮอลลีวูด เกือบทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันกับเรื่องผลประโยชน์เงินๆ ทองๆ หรือการโฆษณาแทบทั้งสิ้น แต่ก็มีหลายครั้งหนังบางเรื่องนำเครื่องหมายการค้าไปใช้เพื่อการเล่าเรื่องหรือเสียดสีจนกลายเป็นกรณีการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย –  แล้วถ้าหากคนทำหนัง ต้องการเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับบริษัทหรือต้องใช้เครื่องหมายการค้าใดๆ ปรากฏในเรื่องแล้ว จะต้องมีสิ่งที่พึงระวังอะไรบ้าง

wiset
พิเศษ จียาศักดิ์

พิเศษ จียาศักดิ์ กรรมการและฝ่ายวิชาการด้านลิขสิทธิ์ สมาคมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทย ได้จำแนกลักษณะการใช้ตราสินค้า ที่สามารถทำได้ในเชิงกฎหมายโดยไม่ต้องขออนุญาตและไม่ถือว่าเป็นการละเมิด ออกเป็น 3 ลักษณะคือ

Incidental use

คือการให้เห็นเครื่องหมายการค้าเพียงเล็กน้อยหรือโดยบังเอิญ เช่น ตัวละครเดิน ผ่านในร้านค้าแล้วเห็นโลโก้สินค้าต่างๆ หรือ เห็นตามสินค้าที่ตัวละครใช้อย่างปกติ โดย อยู่บนเจตนาที่ว่า ไม่ได้ต้องการให้คนดูจดจำ สินค้าผ่านเครื่องหมายการค้านั้นๆ

กรณีศึกษา – Concussion (2015, ปีเตอร์ แลนเดสแมน) นักพยาธิวิทยาชาวไนจีเรีย ผู้ค้นพบสาเหตุการตายในกลุ่มอดีตผู้เล่น อเมริกันฟุตบอล NFL วัยเกษียณ ซึ่งในหนัง เราเห็นทั้งโลโก้ NFL และโลโก้ทีมต่างๆ ปรากฏอยู่ เช่น ในออฟฟิศของเจ้าหน้าที่ NFL, บนชุดนักกีฬาหรือสนามแข่งขัน เป็นต้น ซึ่งหนังเองก็ตั้งใจถ่ายไม่ให้เห็น ชัดเจนโดดเด่นอีกด้วย

super-size-me-2004-10-g
Super Size Me (2004)

Nominative use

หมายถึงการใช้เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ข้อดีข้อเสีย การ ศึกษา การวิจัย หรือใช้เพื่อติชมด้วยความเป็นธรรม

กรณีศึกษา – Super Size Me (2004, มอร์แกน สเปอร์ล็อค) ที่ปรากฏให้เห็น แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดอย่าง McDonald’s ตลอด ทั้งเรื่อง ที่ทดลองเพื่อหาโทษของการกิน ฟาสต์ฟู้ดติดต่อกันโดยมีเหตุผลทาง การแพทย์มารองรับ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อการ โฆษณา (สุดท้าย McDonald’s ตัดสินใจ ถอดเมนู Super Size ออกจากร้าน)

ข้อควรระวัง – การวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงยั่วล้อ (parody) สินค้าต่างๆ อาจต้องพึงระลึกไว้ว่า ต้องไม่ทำให้ผู้ชมเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือสร้างความเสื่อมเสียแก่แบรนด์นั้นๆ ด้วย เช่นกรณีของ The Hangover Part II (2011, ท็อดด์ ฟิลลิปส์) ในฉากที่ตัวละครของ ซัค กาลิฟานาคิส พูดมุกตลกว่า “ระวังหน่อยซิ นี่มัน ลูอิส วิตตอง เชียวนะ!” ซึ่งทาง Louis Vuitton (หลุยส์ วิตตอง) ก็ตัดสินใจฟ้องร้องผู้สร้าง ด้วยเหตุผลเพราะอาจทำให้ผู้ใช้สับสนในชื่อสินค้าได้ แต่สุดท้ายศาลก็ตัดสินให้ฝ่ายผู้สร้างชนะคดีไป

Descriptive Manner

หมายถึงการนำเครื่องหมายการค้ามาใช้เพื่อประกอบการอธิบายสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งมักไม่ค่อยเห็นปรากฏในหนังมากนัก ตัวอย่างเช่น ผงซักฟอกแบรนด์หนึ่ง นำเครื่องหมายการค้าของเครื่องซักผ้าแบรนด์ต่างๆ เพื่ออธิบายและบอกแก่ผู้ซื้อว่าสามารถใช้ร่วมกับแบรนด์ไหนได้มีประสิทธิภาพที่สุดบ้าง เป็นต้น

โดยพิเศษสรุปถึงแนวคิดในการนำตราสินค้ามาใช้ในในงานต่างๆ ว่า “ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วเราจะทำตามเงื่อนไขต่างๆ อย่างรอบคอบแล้วก็ตาม แต่หากเจ้าของตราสินค้าลุกขึ้นมาฟ้องผู้สร้างก็สามารถทำได้ ซึ่งเป็นสิทธิ์ของเขา นั่นเป็นปัญหาใหญ่ ที่ทำให้ผู้สร้างเลือกที่จะหลีกเลี่ยง ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ผู้สร้างเองก็ต้องมีความกล้าหาญมากๆ เพื่อที่จะเล่าในสิ่งที่ตนเองต้องการ”

**ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับ 170 (มี.ค. 2016)

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176