“เพราะเมื่อหนังได้เงิน เราก็จะได้โอกาสทำหนังอีก” ในตัวตนคนทำหนัง ของ พจน์ อานนท์

Home / หนังไทย / “เพราะเมื่อหนังได้เงิน เราก็จะได้โอกาสทำหนังอีก” ในตัวตนคนทำหนัง ของ พจน์ อานนท์

Poj 01

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือชัง…อย่างน้อยคุณก็น่าจะเคยผ่านตาหนังของ พจน์ อานนท์ สักเรื่องแหละน่า!!

ชื่อของเขาไม่เคยห่างหายไปจากวงการหนัง ซึ่งเมื่อนับนิ้วดูจำนวนผลงานที่ผ่านมาแล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า นี่เป็นผู้กำกับที่มีหนังออกมาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทั้งกำกับเดี่ยวและกำกับร่วมมากเกือบสามสิบเรื่อง และดูท่าว่าจะมีหนังใหม่ออกมาอีกเรื่อยๆ สูงสุดในบรรดาผู้กำกับรุ่นราวคราวเดียวกัน จนอาจเรียกได้ว่า เขาเป็น ‘คนทำหนังไทย’ เพียงไม่กี่คนที่สามารถอยู่รอดได้ด้วยการทำหนังอย่างแท้จริง

ท่ามกลางเสียงก่นด่าระคนชื่นชมตลอดเส้นทางการทำหนัง พจน์ อานนท์ ยังสามารถยืนหยัดสถานะคนทำหนังเอาใจตลาดที่ไม่เคยตกยุค ขณะที่เนื้อหาของหนังเขาเองก็ทันท่วงทีต่อสถานการณ์จนเรียกได้ว่าเขาเป็นคนทำหนังไทยที่สามารถช่วงชิงประเด็นร้อนมาอยู่ในหนังได้เร็วที่สุด แต่ก็ใช่ว่าที่ผ่านมา พจน์ อานนท์ จะร่ำรวยด้วยหนังที่ประสบความสำเร็จ ในเครดิตของเขาเพียบพร้อมทั้งหนังที่ทั้งเจ๊งและเจ๊าด้วย ทว่าไม่มีความล้มเหลวไหนที่จะบั่นทอนโอกาสการทำหนังเขาได้เลย

ในโอกาสที่ผลงานล่าสุดของพจน์อย่าง ‘ป๊าด 888 แรงทะลุนรก’ กำลังเข้าฉาย เราจึงขอพาทุกท่านไปรู้จักตัวตนของคนทำหนังคนนี้กันอีกสักครั้ง

**บทความนี้เป็นเนื้อหาบางส่วนจาก “พจน์ อานนท์ แสบ แซ่บ เว่อ …แบบเผลอๆ ก็ 20 ปี !!” โดย ชลนที พิมพ์นาม
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 146 / มีนาคม 2557

พจน์ อานนท์

ทฤษฏีหรือจะเท่าปฏิบัติ

พจน์ยอมรับว่า เพราะไม่ได้ร่ำเรียนด้านภาพยนตร์มาโดยตรง ทำให้เขามีวิธีการทำงานที่แตกต่างออกไป แต่ก็ยืนยันว่าหนังของพจน์ อานนท์ทุกเรื่อง มีการเขียนบทไว้เสมอ เพียงแต่อาจไม่ได้สำเร็จหรือละเอียดแบบที่ผู้กำกับคนอื่นทำกันเท่านั้น “เราเป็นคนที่ไม่ได้ไปเรียนทฤษฏี เราปฏิบัติเลย สำหรับตัวเราทฤษฏีไม่สำคัญเท่าปฏิบัติ คือเวลาไปทำหนังปฏิบัติมันสำคัญเพราะว่ามันต้องลงสนาม ยิ่งอยู่วงการมานานยิ่งเห็นเลยว่า บางทีผู้กำกับคนอื่นเขาอาจจะคุยเก่ง อย่างตอนที่เรามาเป็นโปรดิวเซอร์นะ มีน้องๆ มาเสนอบทเสนอเรื่อง ก็คุยๆๆ วาดฝันไปเยอะมาก ว่าฉากนี้มันต้องอย่างนี้อย่างนั้น  นายทุนก็จะคิดตามนะว่าสนุก แต่พอลองให้เงินไปทำ อ้าวทำไมทำไม่ได้อย่างที่คุย บางคนคุยเก่ง บางคนทำเก่ง มันคนละอย่าง”

พจน์ อานนท์ มาร่วมชมภาพยนตร์ด้วย

“เราเขียนบทเองทุกเรื่อง บทอยู่ในหัวเราอยู่แล้ว ลองคิดดูนะคนทำหนังถ้าไม่มีบทเนี่ยไม่ใช่ทำกันง่ายๆ ถ้าไม่มีบท เชื่อสิว่าร้อยทั้งร้อยก็ไม่มีใครทำได้ ไม่ใช่ว่าเราเก่งนะแต่เราถนัดอย่างนี้ไง”

Spring, Summer, Fall, Winter... and Spring
Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring (2003)

หนังในดวงใจของพจน์ อานนท์

สำหรับพจน์ อานนท์ กิจกรรมที่ต้องทำทุกวันคือการดูหนัง ไม่ว่าจะเป็นดูที่โรงหรือที่บ้านก็ตาม “สำหรับเรามันเหมือนการอ่านหนังสือ ระหว่างเราดูก็ศึกษาว่าเขาถ่ายยังไง จัดแสงยังไง นักแสดงเล่นแบบไหน หรือหนังมันมีสไตล์อะไรบ้าง” ซึ่งเชื่อหรือไม่ ผกก. ในดวงใจของ พจน์ อานนท์ หนึ่งในนั้นคือนักทำหนังจอมซาดิสม์แห่งแดนกิมจิ อย่าง คิมคีด็อค โดยเฉพาะ Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring (2003) ที่พจน์บอกว่าเป็นหนึ่งในหนังที่ชอบที่สุดในชีวิต

02.18 ฝน คนอันตราย

หนังดีนะเหรอ…ฉันก็ทำได้!!

ครั้งหนึ่ง พจน์เคยพิสูจน์ว่าตนเองสามารถทำหนังที่จริงจังได้ นั่นคือหนังดรามาวัยรุ่นเรื่องดังในยุค 90’s บ้านเราอย่าง ‘18 ฝน คนอันตราย’ (1997) “บ้านเราหนังได้เงินมักไม่ใช่หนังดี แต่เราก็อย่าดูถูกคนดูหนังนะ เพราะเขาเลือกจะตอบรับแบบนี้ ซึ่งสำหรับเรา เรามาทำตรงนี้เราก็ไม่อยากอยู่ในกลุ่มที่ทำหนังแล้วไม่ได้เงิน อยากอยู่ในกลุ่มที่ทำหนังแล้วได้เงิน อย่างตอนทำ ‘สติแตกสุดขั้วโลก’ (1995 – หนังเรื่องแรกของพจน์) เราก็คิดว่าถ้าโดนด่าก็ให้เขาด่าไป แต่เดี๋ยวจะทำหนังที่เป็นเรื่องเป็นราวให้ดู”

หากผลจากการทำ ‘18 ฝนฯ’ นี้เอง ที่ทำให้พจน์รู้ตัวแล้วว่า ความสำเร็จที่ต้องการไม่ใช่รางวัลและคำชม แต่คือความสำเร็จในแง่รายได้ต่างหาก จนกลายเป็นธงที่เขาและทีมงานมุ่งหมายอย่างแน่วแน่มาจนถึงทุกวันนี้ “เราก็มานั่งคิดนะว่า เราทำ ‘สติแตกฯ’ เราได้ 65 ล้าน เราทำ ‘18 ฝนฯ’ เราได้ 40 ล้าน และได้ชิงรางวัลอะไรเยอะแยะไปหมด แล้วเราทำไมต้องมาทำ ‘18 ฝนฯ ล่ะ เหนื่อยก็เหนื่อย เราทำหนังที่มันได้เงินไม่ดีกว่าเหรอ เพราะเมื่อหนังได้เงิน เราก็จะได้โอกาสทำหนังอีก เราอยากจะอยู่ในวงการไปเรื่อยๆ ก็เลยคิดได้ว่าเราอย่าไปทำหนังที่ตามใจตัวเองเลย เราทำหนังที่แบบตามใจคนดูนี่ละ”

01.สติแตกสุดขั้วโลก

“เราทำ ‘สติแตกฯ’ เราได้ 65 ล้าน เราทำ ‘18 ฝนฯ’ เราได้ 40 ล้าน และได้ชิงรางวัลอะไรเยอะแยะไปหมด แล้วเราทำไมต้องมาทำ ‘18 ฝนฯ ล่ะ เหนื่อยก็เหนื่อย เราทำหนังที่มันได้เงินไม่ดีกว่าเหรอ เพราะเมื่อหนังได้เงิน เราก็จะได้โอกาสทำหนังอีก เราอยากจะอยู่ในวงการไปเรื่อยๆ ก็เลยคิดได้ว่าเราอย่าไปทำหนังที่ตามใจตัวเองเลย เราทำหนังที่แบบตามใจคนดูนี่ละ”

เปิดตัว มอ 6/5 ปากหมาท้าผี 3

เป้าหมายใหม่ วัยรุ่นที่ไม่รู้จักเรา

แม้ตัวเองจะพูดเสมอว่า ทำหนังเพื่อหวังเงิน แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ หากแต่พจน์เองนั้นก็มองขาดว่า นอกจากกลุ่มเพื่อนพ้องพี่น้องตุ๊ดและกะเทยทั้งหลายอันเป็นแฟนๆ ประจำของตนแล้ว กลุ่มตลาด ‘วัยรุ่น’ ก็เป็นเป้าหมายหลักของพจน์มาโดยตลอดเช่นกัน ซึ่งวัยรุ่นนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปตามยุคสมัย ชนิดต้องอัพเดตกันอย่างใกล้ชิด

“เราก็ดูว่าเขาทำอะไรกัน เขาเล่นอะไรกัน วิธีการพูดจาเป็นแบบไหน หรือเวลาจีบ จีบกันยังไง โชคดีคือ เราได้ใกล้ชิดกับเด็กวัยรุ่นเยอะ ก็พยายามคุยกับพวกเขา ซึ่งเขาก็มาคุยอะไรให้ฟังก็ปรับเข้าหากัน โดยเฉพาะตอนนี้เราไปมองกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กรุ่นใหม่ รุ่น 9 – 20 ปี คือกลุ่มนี้เขายังดูหนังแบบไม่คิดมาก ยังหวังแค่ว่ามันสนุกก็พอ อีกอย่างคือเด็กพวกนี้ยังรู้จักเราไม่เยอะเพราะเขาเพิ่งเกิด ส่วนพวกเด็กที่รู้จักเราเยอะๆ ก็ปล่อยเขาไป เพราะว่าเขาก็ไม่ดูหนังเราอยู่แล้ว คือวัยรุ่นมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พอเข้ามหา’ลัย มันก็รู้เยอะ รู้เยอะแบบมโนไปเองบ้าง เราก็ปล่อยเขาไป เขาชอบหนังแบบนั้น ก็คงทำอะไรไม่ได้ เราก็หันมาจับกลุ่มเด็ก 9 – 20 ปีนี่แหละ”

ซึ่งสุดท้ายแล้ว แม้จะพยายามตามกระแสให้ทันตลาดสักแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตาม พจน์ก็ยังเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตนถนัดที่สุดเสมอ “ส่วนตัวแล้ว เราจับตลาดมากกว่า คือมันมีคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบดูหนังแบบ ‘หอแต๋วแตก’ ฉะนั้นเราก็ต้องตามใจคนกลุ่มนี้เพราะเขาคือแฟนเรา ถ้าพจน์ อานนท์จะไปทำอย่างอื่น ต่อให้หนังออกมาดียังไง ก็ไม่สนุกเท่าพจน์ อานนท์ทำ ‘หอแต๋วแตก’ หรอก เพราะมันคือตัวเรา”

หอแต๋วแตก แหกนะคะ
‘หอแต๋วแตก แหกนะคะ’

“ตอนนี้เราไปมองกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กรุ่นใหม่ รุ่น 9 – 20 ปี คือกลุ่มนี้เขายังดูหนังแบบไม่คิดมาก ยังหวังแค่ว่ามันสนุกก็พอ อีกอย่างคือเด็กพวกนี้ยังรู้จักเราไม่เยอะเพราะเขาเพิ่งเกิด ส่วนพวกเด็กที่รู้จักเราเยอะๆ ก็ปล่อยเขาไป เพราะว่าเขาก็ไม่ดูหนังเราอยู่แล้ว คือวัยรุ่นมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พอเข้ามหา’ลัย มันก็รู้เยอะ รู้เยอะแบบมโนไปเองบ้าง เราก็ปล่อยเขาไป เขาชอบหนังแบบนั้น ก็คงทำอะไรไม่ได้ เราก็หันมาจับกลุ่มเด็ก 9 – 20 ปีนี่แหละ”

ป๊าด 888
‘ป๊าด 888 แรงทะลุนรก’

วงการหนังไทย…ที่คาดเดาอะไรไม่ได้

สำหรับพจน์ อานนท์แล้ว วงการหนังไทยในสายตาของเขา ล้วนแล้วแต่มีสิ่งที่คาดเดาอะไรไม่ได้อยู่เสมอๆ สิ่งที่ตนและทีมงานพอจะทำได้นั่นคือ ‘การอยู่กับปัจจุบันและความเป็นจริง’

“เราอยู่กับเรื่องจริงๆ มากกว่า เราสร้างแบรนด์ของตัวเองให้แข็งแรงได้ไหม เพราะคนดูหนังนี่เอาใจยากมากที่สุด คนเจ๊งกับวงการหนังมาก็เยอะ คนที่เข้ามาเพราะอยากทำ ทำแล้วก็เจ๊ง เพราะเรายังไม่รู้ไงว่าคนไทยดูหนังยังไง คิดจะชอบก็ชอบ คิดจะไม่ชอบก็ไม่ดูเลย เราต้องทำตัวเองให้ทันสังคม ว่าสังคมเขาไปไหนกันแล้ว แต่พอทันสังคมเราก็ต้องมีเงินทุนด้วย อย่าลืมว่าเราต้องสู้กับหนังฝรั่งนะ ไม่ต้องไปเทียบกับฝรั่งหรอกเอาแค่เกาหลี แค่จีนก็ได้ คือเราก็ไม่ได้ดูถูกคนไทยนะ แต่ที่เราทำมามันมีปัญหาจริงๆ”

ประเด็นคือ เงินมันไม่ใช่เงินเรา นายทุนเขาก็อยากได้เงินคืน เราก็ทำตามโจทย์ของเขามากกว่า เราทำหนังมา 20 ปี เราแทบจะไม่เคยเอาตัวเองเป็นหลักเลย เราเอานายทุนเป็นหลักเสมอว่า เขาอยากได้หนังแบบไหน หรือคนดูที่เป็นแฟนคลับเราเขาอยากดูหนังแบบไหน แค่นี้ก็โอเคแล้ว”

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176