แด่ เสนีย์ เสาวพงศ์ แรงบันดาลใจในหนัง From Bangkok to Mandalay

Home / bioscope, หนังไทย / แด่ เสนีย์ เสาวพงศ์ แรงบันดาลใจในหนัง From Bangkok to Mandalay

From Bangkok to Mandalay 02

จากบทสนทนาว่าด้วย “ปีศาจแห่งกาลเวลา” ของ สาย สีมา ตัวละครเอกใน ‘ปีศาจ’ วรรณกรรมไทยคลาสสิคโดย เสนีย์ เสาวพงศ์ (2461 – 2557) กลายมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ แน็ต-ชาติชาย เกษนัส สร้างตัวละครอย่าง ธูซา ศูนย์กลางของเรื่องราวความรักและการพลัดพรากใน From Bangkok to Mandalay หนังร่วมทุนไทย-เมียนมาเรื่องนี้

โดยชาติชายได้เล่าถึงการนำส่วนหนึ่งของนิยาย ‘ปีศาจ’ มาใส่ในหนังว่า “ปีศาจ มันก็เป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเราเหมือนกัน คือคุณเสนีย์ นอกจากเป็นนักเขียนชื่อดังแล้ว ยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2520 ซึ่งช่วงที่เราเริ่มทำหนังเรื่องนี้ แล้วได้เดินทางไปที่สถานทูต เราก็รู้สึกว่าเรื่องราวของคุณเสนีย์มันน่าสนใจ บวกกับที่ประเทศเมียนมาเป็นช่วงเวลาที่ผู้นำทางความคิดทางเสรีภาพของในยุคประชาธิปไตยชาวพม่าคือผู้หญิง (นาง ออง ซาน ซูจี) บวกกับสิ่งที่เราเก็บเกี่ยวจากการไปชมภาพยนตร์กับชาวเมียนมาที่นั่น คือเราเห็นถึงความฝันของผู้หญิงที่นี่ ในสภาพความเป็นจริงที่เมียนมายังเป็นสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ คือยังหนักกว่าเมืองไทยมากๆ เราเองเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนก็มีความฝัน ก็เลยนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครธูซาในเรื่อง”

ชาติชาย เกษนัส

ชาติชาย เกษนัส ถ่ายภาพกับรูปถ่ายของ คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ ณ สถานทูตไทยประจำประเทศพม่า
(ภาพจากเฟซบุ๊ค อ.อานันท์ นาคคง ที่ปรึกษาคนสำคัญของหนังเรื่องนี้)

‘ปีศาจ’ เป็นเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของ สาย สีมา ลูกชาวนาบ้านนอกที่มาร่ำเรียนในกรุงเทพจนได้เป็นทนายความ กับ รัชนี หญิงสาวจากตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ หากแต่เชื่อว่าทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน โดยถือว่าเป็นหนึ่งในงานเขียนเล่มสำคัญที่ส่งผลต่อแนวคิดผู้คนจำนวนมากในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อน 14 ตุลา 2516 ซึ่งตัวชาติชายเองได้นำบทสนทนา “ปีศาจแห่งกาลเวลา” มาใช้ในหนังอย่างครบถ้วน โดยแทนตัวละครสาย สีมาในต้นฉบับ มาเป็นตัวละครหญิง ธูซา ในหนังเรื่องนี้แทน (รู้จัก ‘ปีศาจ’ ให้มากขึ้นได้ จากบทความ “ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา” โดย อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ)

'ปีศาจ'

‘ปีศาจ’ โดย คุณเสนีย์ เสาวพงศ์

“คือทั้งที่มาของฉากงานเลี้ยงและตัวละคร ธูซา มาจากหนังสือเรื่องนี้เลย โดยการที่สลับจากผู้พูดในต้นฉบับซึ่งเป็นผู้ชายมาเป็นผู้หญิงมันก็คือการที่เราพยายามจะบอกว่าผู้หญิงทุกคนในเมียนมาก็มีความฝัน เช่นเดียวกับการเลือก วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) มารับบท ธูซา ก็เพราะเราเองอยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงชาวเมียนมา คือวุด มน ชเว ยี เขามีความนุ่มนวล มีความเป็นเพศหญิงสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันชีวิตจริงเธอก็มีความเข้มแข็ง คือจะมีข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับตัวเธอเยอะมากในเมียนมา มีถึงกับลือว่าเธอเคยถูกหลานของนายพลชื่อดังลักพาตัวไปหลายวัน แล้วก็รอดกลับมาได้ ซึ่งลองไปหาข่าวดูในอินเตอร์เน็ตได้ (หัวเราะ) คือเราก็ไม่กล้าถามเธอด้วยซ้ำว่ามันคือเรื่องจริงหรือเปล่า แต่เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ กับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง วุด มน ชเว ยีก็มีความเข้มแข็ง มีความสตรองในแบบตัวเธอ ซึ่งก็ทำให็เธอยังเป็นไอดอลของผู้หญิงพม่าจำนวนมากในทุกวันนี้”

From Bangkok to Mandalay 01

วุด มน ชเว ยี (Wutt Hmone Shwe Yi) ผู้รับบท ธูซา

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจใน From Bangkok to Mandalay คือการเล่าเรื่องของ ชาวโยเดีย หรือคนไทยที่ถูกกวาดต้อนมาที่นี่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัครใจหรือตกค้างอยู่อาศัยสืบเชื้อสายมาจนถึงปัจจุบัน โดยหนังเล่าเรื่องราวของชาวโยเดีย ผ่านซีนเล็กๆ ที่ตัวละครธูชาและ นันดะ (แสดงโดย เน โท นักแสดงระดับท็อปของเมียนมา) มาบันทึกเสียง เพลงโยเดีย

“คุณลุงซึ่งร่วมแสดงในหนังก็เป็นคนโยเดียจริงๆ  ซึ่งว่าไปแล้วเพลงโยเดียมันก็คือเพลงไทยนั่นละ ไปจนถึงโขน หรือละครโยเดีย มันก็ถูกสืบสานต่อมาจนถึงทุกวันนี้ (โดยชาติชายมีแผนเดินทางกลับไปเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องละครโยเดียด้วย) ที่จริงแล้ว คุณเสนีย์ เสาวพงศ์ยังเคยเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งชื่อว่า ‘ผมเป็นคนโยเดีย’ ซึ่งเขียนเมื่อตอนเป็นท่านทูตอยู่ที่นั้น คือเรื่องมันสั้นๆ ง่ายๆ ว่าด้วยมีคนอยากมาพบเขา หากระหว่างที่กำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่แถวๆ นั้น ก็มีเด็กที่เตะบอลอยู่ วิ่งมีพูดเป็นภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นแปลความได้ว่า -ผมเป็นคนโยเดีย ผมอยากพบคุณ- เสร็จแล้วก็วิ่งไปเตะบอลต่อ คุณเสนีย์ก็นิ่งไป แล้วมันก็จบแค่นั้น หากเรื่องสั้นนี้มันชวนให้เราคิดต่อว่า ตกลงคุณเสนีย์คิดอะไรอยู่ แล้วเด็กคนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงได้พูดแบบนั้น ก็เลยอยากจะเติมเรื่องราวของคนโยเดีย เข้าไปในหนังด้วยเล็กน้อย ส่วนรายละเอียดต่างๆ ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับตัวละครธูซาไหม เราให้คนดูไปคิดปะติดปะต่อหาคำตอบเองดีกว่า เราแค่อยากจะสะกิดคนดูเล็กๆ ว่า มายาคติชุดใหญ่ที่เรามีต่อพม่า การมองเขาเป็นอื่นเป็นศัตรูตลอดเวลา คุณคงจะลืมไปว่าในประเทศพม่าก็ยังสายเลือดไทยอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย

From Bangkok to Mandalay

เบื้องหลังการถ่ายทำฉาก ชาวโยเดีย

หากสารพันเรื่องราวที่ชาติชายต้องการสะท้อนเหล่านี้ ทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยสไตล์ของหนังเมโลดราม่า ซึ่งเป็นแนวทางหนังที่ชาวเมียนมายังให้ความนิยมอย่างสูง “เราเองก็เชื่อว่าการทำเมโลดราม่ามันไม่มีทางยี้หรอก ตราบใดที่เราทำรายละเอียดของมันถึง แต่การจะให้มาเชื่อมโยงอธิบายเรื่องราวทั้งหมด เราว่ามันไม่จำเป็น เพราะพล็อตเรื่องหรือขนบของเรื่องที่เราเล่ามันไม่ใช่สิ่งใหม่ มันถูกเล่าซ้ำอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะละเรื่องราวบางอย่างออกไปซะ เพราะเชื่อว่าผู้ชมจะปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้เอง ซึ่งมันเป็นการทดลองในการเล่าเรื่องของเราเหมือนกัน ส่วนจะประสบความสำเร็จไหม ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมมากกว่า”

สุดท้ายแล้ว แม้สถานการณ์ของ From Bangkok to Mandalay ‘ถึงคน..ไม่คิดถึง’ ในไทยจะไม่สู้ดีนัก และอาจยืนโรงฉายได้เพียงสัปดาห์เดียว แต่ชาติชายก็กล่าวว่า ยังโชคดีที่หนังประสบความสำเร็จในประเทศเมียนมา “พี่ๆ เพื่อนๆ หลายคน ในวงการอาจจะเป็นห่วงหนังเรื่องนี้ แต่ในกรณีที่แย่ที่สุดของ From Bangkok to Mandalay คือใน 2-3 เดือนนี้หนังจะคืนทุนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ จากการลงทุนราว 25 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เลวร้าย คืออาจจะเป็นหนังอินดี้ที่ไม่ได้กำไรอะไรมากมาย แต่ถ้ามองในแง่คุณค่า หรือการลงทุนที่ไม่ใช่เม็ดเงินมันก็คุ้มค่า คือไม่ต้องห่วงผมไม่โดนตึกแน่นอน (หัวเราะ) อย่างน้อยๆ ที่พม่าก็ต้อนรับเราอบอุ่น และก็รอคอยที่จะดูหนังที่โปรดักชันดีๆ แบบนี้อีกครั้ง”

**อัพเดต – From Bangkok to Mandalay ยังได้ฉายต่อในสัปดาห์ที่สอง แม้จะเหลือโรงและรอบน้อยมากก็ตาม ติดตามขาวสารได้ที่ facebook ของหนัง

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176