“สตรีมมิ่งไทย” ในมุมมอง 2 ผู้ให้บริการจากประเทศเพื่อนบ้าน

Home / bioscope, หนังไทย / “สตรีมมิ่งไทย” ในมุมมอง 2 ผู้ให้บริการจากประเทศเพื่อนบ้าน

MonoMAXXX_4-1024x591

ในยุคที่ผู้คนหันมานิยมเสพภาพยนตร์, ซีรีส์ ไปจนถึงคอนเท็นต์ต่างๆ กันเป็นประจำผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวต่างๆ เช่นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ส่วนตัว ซึ่งก็มีผู้ให้บริการในบ้านเรามากมายหลายเจ้า และแต่ละแอพพลิเคชั่นต่างก็มีจุดดีจุดด้อยที่แตกต่างกันออกไป เช่น MONOMAXXX , Hollywood HD , Primetime หรือ Doonee เป็นต้น ไปจนถึงยักษ์ใหญ่ต้นฉบับผู้ให้บริการสตรีมมิ่งจากอเมริกาอย่าง Netflix ที่มาเปิดในบ้านเราแล้วเช่นกัน

แต่ถ้าหากจะเอ่ยถึง 2 ค่ายผู้ให้บริการจากต่างประเทศที่น่าจับมองในตลาดบ้านเรา ซึ่งสร้างความแตกต่างด้วยการลงทุนซื้อคอนเท็นต์จำนวนมากและหลากหลายเพื่อมาเปิดให้บริการในระดับภูมิภาคอาเซียน คงจะต้องพูดถึง iflix ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งจากประเทศมาเลเซีย และ Hooq ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งทั้งสองแห่งต่างก็มีมุมมองต่อการเติบโตและเปลี่ยนแปลงของตลาดสตรีมมิ่งไทยที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

Stream

iflix : เมื่อสมาร์ทโฟนกลายเป็นจอภาพยนตร์ส่วนตัว

ขิม – อาทิมา สุรพงษ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอฟลิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด มองถึงตลาดสตรีมมิ่งไทยที่มีการแข่งขันและชูจุดเด่นที่แตกต่างกันว่า “คือทุกค่ายผู้ให้บริการสตรีมมิ่งต่างก็มีจุดแข็งของตนเองเช่นกัน อย่างโมโนแม็กซ์เองก็มีจุดเด่นที่ซีรีส์จีน เกาหลี หรือหนังซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของตัวเอง กับบางเจ้าก็มีจุดขายด้วยหนังฮอลลีวูดค่ายใหญ่ บางค่ายก็จะโดดเด่นไปในเรื่องซีรีส์เลย หรือไม่ก็หนังไปเลย ซึ่งเอาเข้าจริงพอไปเน้นจุดเด่นเหล่านี้มากเกินไปมันกลายเป็นการจับกลุ่มตลาดที่แคบและเฉพาะกลุ่มลงไป ซึ่ง iflix เองเราเน้นกว้าง พอคนที่เข้ามาดูเรามันมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา คือขิมมองว่ายิ่งเรามีคอนเท็นต์ที่แคบลงไป มันก็จะยิ่งทำให้ผู้ชมคิดว่ามันจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือเปล่า โดยการพยายามเข้าถึงวงกว้างของเราคือการเน้นไปที่ซีรีส์จากฝั่งตะวันตก คือ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของคอนเท็นต์ใน iflix คือซีรีส์”

iflix
(ขวา) อาทิมา สุรพงษ์ชัย

“การชมซีรีส์มันมีการชมที่ต่อเนื่องมากกว่า ดูตอนหนึ่งต่ออีกตอนหนึ่ง ไปต่ออีกซีซันหนึ่ง อย่างหนังมันต้องคิดว่าวันนี้ดูเรื่องนี้ พรุ่งนี้จะดูอะไร อีกอย่างคือเราพยายามหาคอนเท็นต์ที่หาชมได้ยากหรือมีแค่เฉพาะที่เราทีเดี่ยว หรือแม้กระทั่งซีรีส์เก่าๆ ที่มีหลายซีซันมากๆ  ถ้าไปซื้อแผ่นมาดูคุณต้องเสียหลายพันบาท แต่ถ้ามาดูเราก็เสียแค่เดือนละ 100 เท่านั้น หรือหากเขาจะไปดูซีรีส์ในเว็บเถื่อน ก็ต้องผจญภัยกับไวรัส ไหนจะลิงค์เสียดูไม่ได้จนจบ เราจึงมองตลาดของซีรีส์เป็นกลุ่มที่มีปัญหากับการชมสตรีมมิ่งมากที่สุด จึงเป็นกลุ่มที่เราเน้นมากเป็นพิเศษ” ซึ่งอทิมาให้เหตุผลของการมาเน้นตลาดซีรีส์อย่างชัดเจนของ iflix ว่ามาจากพฤติกรรมของผู้ชมที่นิยมชมซีรีส์แบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะการชมผ่านสมาร์ทโฟนที่กลายมาเป็นอุปกรณ์ซึ่งทุกคนขาดไม่ได้ไปแล้ว

“คนที่อายุต่ำกว่า 24 ปีทุกคนมีสมาร์ทโฟน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว มันเลยเป็นที่มาว่าทุกวันนี้มือถือคืออุปกรณ์ที่ใกล้ตัวคนมากที่สุด คนดูคอนเท็นต์ผ่านมือถือกันมากขึ้น สังเกตได้จากคนขึ้นรถไฟฟ้า คนขึ้นรถเมล์ ทุกคนมีจอของตัวเอง หรือแม้แต่มาดูสถิติของผู้ใช้เราก็สูงสุดในช่วง 4 ทุ่มถึงตีสอง แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นการดูผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือพวกแท็บเล็ต คือคนนิยมดูผ่านโมบายดีไวซ์มากกว่าพีซี ซึ่งมันเลยเป็นที่มาของการพัฒนาฟีเจอร์การดาวน์โหลดจากที่บ้านเพื่อไปดูแบบออฟไลน์ที่ไหนก็ได้ มีซับพร้อมเปลี่ยนได้ ซึ่งเป็นโหมดการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คนใช้งานสามล้านนาทีต่อวัน 25 เปอร์เซ็นต์คือการชมแบบออฟไลน์ ซึ่งสะท้อนมาจากผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะเสียค่าบริการดาต้าผ่านมือถือโดยตรงด้วย”

iflix

โดยเป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งของ iflix คือ การเพิ่มเติมคอนเท็นต์ท้องถิ่นให้มีมากยิ่งขึ้น แต่ก็มีอุปสรรคใหญ่คือ ผู้ผลิตในไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในตลาดสตรีมมิ่งนี้ “เรามองว่าอาเซียนมีวัฒนธรรมร่วมกันอยู่ ซีรีส์ฟิลิปปินส์บางเรื่องก็มีคนดูเยอะที่ไทย สลับกับซีรีส์ไทยบางเรื่องก็ได้รับความนิยมที่ฟิลิปปินส์ มันจึงเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องการเจรจากับคอนเท็นต์ไทยมานำมาให้บริการในไทยและในระดับอาเซียนด้วย ไปจนถึงการผลิตคอนเท็นต์ของตัวเองโดยเฉพาะด้วย แต่บ้านเราจะมีอุปสรรค์ที่ผู้ผลิตยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ธุรกิจด้านนี้มันคืออะไร เลยค่อนข้างช้ากว่าที่อื่น ผิดกับฮอลลีวูดที่สิทธิ์ทางออนไลน์คือสิ่งที่เขาซื้อขายกันอย่างแพร่หลาย ไม่ได้มองว่านี่ฉันแข่งกับเจ้านั้นเจ้านี้อยู่ เขามองว่าฉันมีช่องทางที่ให้เธอได้ขายคอนเท็นต์เธอสนใจไหม สนใจก็มาซื้อขายกัน แต่บ้านเรายังไปไม่ถึงตรงนั้น คือบ้านเรายังมีความกลัวอยู่ ทั้งกลัวโดนละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเราก็ยืนยันว่า เราก็สามารถยืนยันในการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์กับค่ายยักษ์ใหญ่จากฮออลีวูดได้ หรือที่สุดแล้วคือกลัวคนจะดูทีวีน้อยลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันต่อไปว่า นี่มันคือโอกาสที่จะทำให้คอนเท็นต์ของคุณไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น”

HOOQ : ตลาดสตรีมมิ่งไทยยังโตได้อีกมาก

HOOQ
ปีเตอร์ บีธอส

18 เดือนหลังการก่อตั้งบริษัทและเปิดตัวในหลายประเทศทั่วอาเซียน HOOQ (ฮุค) ยังคงเดินหน้าบุกตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง โดย ปีเตอร์ บีธอส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุค มองว่าเมืองไทยยังมีโอกาสที่ดีในการเติบโตของตลาดสตรีมมิ่งในอนาคต โดยมองว่าผู้คนยังนิยมที่จะดูผ่านจอใหญ่ๆ อยู่เช่นเดิม แม้จะมีความสะดวกในการชมผ่านสมาร์ทโฟนแล้วก็ตาม

“นอกจากการดาวนโหลดแบบออฟไลน์เพื่อดูในมือถือแล้ว (ซึ่งกลายเป็นฟีเจอร์ที่สำคัญสำหรับผู้ให้บริการหลายเจ้าในตอนนี้ไปแล้ว) เรายังสามารถเชื่อมต่อกับ Chromecast หรือ Apple TV ซึ่งสามารถถนำคอนเท็นต์ต่างๆ จากมือถือไปสู่จอที่ใหญ่ขึ้นได้ คือเรามองว่า ยังไงเสียหากเลือกได้ผู้ใช้เองก็อยากจะชมภาพยนตร์บนจอที่ใหญ่ขึ้น จึงออกแบบให้สามารถดูได้อย่างต่อเนื่อง โดยต้องบอกว่าโดยพื้นฐานของผู้ใช้ Hooq จะเป็นกลุ่มที่ดูผ่านการเชื่อมต่อไวไฟในบ้านเป็นหลักอยู่แล้ว”

HOOQ  

การมาเปิดตัวแอพพลิเคชั่นใหม่ในไทย พร้อมการชูคอนเท็นต์ที่เจาะหลากหลายกลุ่มวัย ซึ่งรวมไปถึงการเพิ่มเติบคอนเท็นต์ไทยทั้งภาพยนตร์และซีรีส์ทางโทรทัศน์ ก็เป็นกลยุทธ์ที่ทาง Hooq มองว่าจะช่วยเพิ่มความสนใจให้ผู้ใช้บริการมากขึ้น “ในหนึ่งปีเราการพัฒนาทั้งในแง่แอพพลิเคชั่นและจำนวนคอนเท็นต์ต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาทุกเดือน ซึ่งเราเองก็เรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ไทยมากขึ้น เช่นรู้ว่าคนไทยชอบดูคอนเท็นต์ผ่านจอใหญ่ๆ ชอบดูโปสเตอร์หนังใหญ่ๆ ในการตัดสินใจ หรือพฤติกรรมการใช้แอบโซเซียลมิเดีย เฟซบุ๊คหรือ IG การออกแบบแอพพลิเคชั่นของเราก็พยายามให้ผู้ใช้รู้สึกคุ้นเคยได้ง่าย หรือแม้แต่ราคาต่อเดือนที่ 119 บาท อาจจะเหมาะกับการชำระในรูปแบบตัดจากบัตรเครดิตหรือบัญชีธนาคาร แต่ถ้าเป็นแบบเติมเงินก็จะมีปัญหา เราก็เลยออกแบบอีกแพ็คเกจออกมา นั่นคือ 7 วัน 45 บาท ซึ่งก็เป็นอีกตัวเลือกให้คนที่อยากดูในช่วงเวลาสั้นๆ สามารถตัดสินใจได้ด้วย”

โดย ราวี วอรา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ฮุค เสริมว่าการพัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในบ้านเรา จะทำให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกหลายเท่าตัว “ตอนนี้ HOOQ มีผู้ใช้ประมาณ 7 แสนกว่ายูสเซอร์ ซึ่งเรามองไปที่การพัฒนาของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในบ้านเรา ทั้ง 4G หรือไฟเบอร์บอร์ดแบรนด์ต่างๆ มันจะยิ่งทำให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น เราก็หวังว่า จาก 7 แสนที่เรามี มันจะโตไปถึง 10-15 ล้านยูเซอร์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทำไมเราถึงมองว่ามันจะไปได้ไกลขนาดนั้น ก็เพราะในปัจจุบัน เรามองกลุ่มคนที่ยินดีที่จะเสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการอยู่ที่ประมาณ 1-2 ล้านยูซเซอร์ ซึ่งเรามองว่ามันยังเติบโตได้อีก”

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176