มองวงการหนังผ่านปรากฏการณ์ใน “Box Office ไทย ปี 2559”

Home / bioscope, หนังไทย / มองวงการหนังผ่านปรากฏการณ์ใน “Box Office ไทย ปี 2559”

มีปรากฏการณ์หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการหนังของไทยตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา ทั้งที่น่าจดจำ และน่าเจ็บปวด ซึ่งสิ่งที่พอจะสะท้อนให้เห็นภาวะวงการหนังในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี คือรายได้จากหนังที่เข้าฉายในปีนี้นั่นเอง

Train To Busan ปลุกกระแสหนังเอเชีย

เริ่มกันที่ความสำเร็จของ Train To Busan หนังแอ็คชั่น-ซอมบี้สุดระทึกจากเกาหลี ที่ทำรายได้ถึง 75 ล้านบาท อาจทำให้หลายคนมีความหวังว่า ตลาดหนังเอเชียในบ้านเราจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังทำรายได้ต่อเนื่อง นั่นคือกระแสความสนใจที่เกิดขึ้นในโซเซียลมีเดียนั่นเอง

ความสำเร็จของแอนิเมชั่นเสียงญี่ปุ่นที่ฉายทั่วประเทศ

อีกหนังที่ได้อานิสงค์จากกระแสโลกออนไลน์อย่างชัดเจน คงต้องยกให้ Your Name ผลงานล่าสุดของผู้กำกับ มาโกโตะ ชินไก ที่ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายในญี่ปุ่นก่อนที่กระแสจะต่อยอดไปทั่วทั้งเอเชียและไทย ซึ่งจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือการที่ยัวร์เนมเป็นอนิเมะหรือแอนิเมชั่นจากญี่ปุ่นที่เข้าฉายทั่วประเทศ ในระบบเสียงญี่ปุ่นเท่านั้น และทำเงินไปกว่า 44 ล้านบาท อันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในไทยมาก่อน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนังแอนิเมชั่นประสบความสำเร็จได้ คือการสามารถทำให้หนังเชื่อมโยงกับคนหมู่มากได้ เช่นเดียวกับความสำเร็จของหนังแอนิเมชั่นทำเงินสูงสุดในบ้านเราปีนี้อย่าง Zootopia ที่มีเนื้อหาสนุกสนานเข้าถึงกลุ่มผู้ชมวัยทำงานอย่างชัดเจน จนทำเงินไปได้ถึง 92 ล้านบาท

บางเดือนก็ไม่มีหนังร้อยล้าน!!

ความน่าใจหายอย่างหนึ่งในปีนี้ คือความซบเซาของผู้ชมที่บ่งบอกถึงตัวเลขรายได้ของหนังที่ทำเกิน 100 ล้านบาท ที่เหลือเพียง 1-2 เรื่องต่อเดือน อีกทั้งมีถึงสองเดือนที่ไม่มีหนังทำเงินเกินหลักร้อยล้านบาทแม้แต่เรื่องเดียวนั่นคือ มกราคม และ กรกฏาคม โดยเฉพาะในเดือนกรกฏาคมที่กลายเป็นความล้มเหลวของหนังฟอร์มดี ตัวอย่างเช่น Ghostbusters , Star Trek Beyond และ Jason Bourne สามหนังฟอร์มดีที่เข้าต่อเนื่องกัน แต่กลับล้มเหลวด้านรายได้อย่างผิดความคาดหมาย

Sneak Preview สูตรสำเร็จสร้างกระแสก่อนฉายจริง (หรือไม่?)

เมื่อมองไปถึงจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าในแต่ละสัปดาห์แล้ว จะพบว่าจำนวนหนังในบางอาทิตย์อาจมาก 8-9 เรื่อง ซึ่งยิ่งทำให้โอกาสของหนังเล็กๆ ที่จะอยู่รอดไปถึงสัปดาห์ต่อไปยากยิ่งขึ้น กลยุทธ์หนึ่งที่ค่ายหนังนำมาใช้เพื่อแก่ปัญหากับหนังฟอร์มรองๆ เหล่านี้ คือการฉายรอบพิเศษล่วงหน้าก่อนฉายจริง หรือ สนีคพรีวิว เพื่อหวังผลถึงกระแสจากกลุ่มผู้ชมกลุ่มแรกที่จะกระตุ้นให้มีผู้ชมในรอบปกติมากขึ้น ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จก็เช่น Me Before You หนังรักโรแมนติกที่ทำเงินจากรอบสนีคพรีวิวไปกว่า 6 ล้านบาท จนทำให้หนังได้จำนวนรอบฉายจริงที่มากขึ้นหลายเท่าตัวจนทำเงินไปกว่า 51 ล้านบาท แต่ในทางผลลัพธ์ตรงกันข้าม Bridget Jone’s Baby ภาคต่อหนังรอม-คอมเรื่องดังที่เลือกฉายรอบสนีคพรีวิวเช่นกัน หากแต่กระแสคำวิจารณ์ที่ไม่ดีนักก็ทำให้เมื่อหนังเข้าฉายจริงกลับทำรายได้ไปเพียง 11 ล้านบาท

หนังใหญ่…ไล่หนังเล็ก

ในบางสัปดาห์ จะมีหนังฟอร์มยักษ์บางเรื่องถูกเลื่อนฉายให้เร็วขึ้นหนึ่ง จากวันพฤหัสบดีมาเป็นวันพุธแทนซึ่งเป็นวันที่ผู้ชมนิยมเข้าโรงหนังเพื่อชมที่พลาดไปในช่วงสุดสัปดาห์ ตัวอย่างเช่น Captain America: Civil War  ที่เข้าฉายวันแรก พุธที่ 27 เมษายน ก่อนอเมริกา 1 วันซึ่งก็ทำให้หนังทริลเลอร์ผลงานเรื่องสุดท้ายของนักแสดงผู้ล่วงลับ แอนทอน เยลซิน ที่เข้าในสัปดาห์ก่อนอย่าง Green Room ต้องหลุดจากโปรแกรมไป ทั้งที่ยังไม่ครบหนึ่งสัปดาห์ในการฉาย เป็นต้น

…และหนังรายได้น้อยที่สุดของปีนี้

ด้วยตารางฉายของหนังฟอร์มยักษ์ที่อัดแน่นเกือบทุกสัปดาห์ นั่นจึงทำให้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่ปีนี้เราเห็นหนังทั้งไทยและเทศทำรายได้เพียงหลักหมื่นบาทเป็นจำนวนมาก โดยหนังที่ทำรายได้ต่ำสุดในปีนี้ ตกเป็นของ Sweet Alibis หนังแอ็คชั่น-คอมิดี้จากไต้หวัน ที่เข้าฉายแบบจำกัดโรงในบ้านเราเมื่อวันที่ 14 มกราคม และทำรายได้ตลอดการฉายหนึ่งสัปดาห์ไปเพียง 4440 บาทเท่านั้น (T_T)

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

BANNER176