ข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายฯ ภาพยนตร์ต่อประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ

Home / bioscope, หนังไทย / ข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายฯ ภาพยนตร์ต่อประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 มกราคม 2560 ที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร กลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ เรียกร้องประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ กรณีโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดในปัจจุบันเป็นระบบมัลติเพล็กซ์ที่ครอบครองจอฉายจำนวนมาก และอยู่ภายใต้การดำเนินงานของเครือใหญ่เพียง 2 ราย ส่งผลให้มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกและจัดฉายภาพยนตร์ในทุกช่วงเวลา ทำให้เกิดการจัดฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่จากฮอลลีวู้ดในเวลาพร้อมๆ กันจนเหลือพื้นที่ให้แก่ภาพยนตร์ประเภทอื่นๆ เป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสทางธุรกิจของภาพยนตร์

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เป็นสื่อที่มีความหลากหลาย และเป็นไปไม่ได้ที่ทุกเรื่องจะสามารถลงจนสามารถทำรายได้เทียบเท่าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ในสายตาผู้ดำเนินกิจการโรงภาพยนตร์ รวมถึงยังโดนเบียดบังพื้นที่และระยะเวลาในการฉายจากภาพยนตร์ที่ใหญ่กว่า จนทำให้ยากต่อการทำรายได้ในระดับสูงหรือคุ้มทุน และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาผลงานต่อๆ ไปให้ยิ่งใหญ่ขึ้นหรือดึงดูดผู้ชมมากขึ้นได้

และในปัจจุบัน โรงภาพยนตร์ก็กลายเป็นพื้นที่ของภาพยนตร์ขนาดใหญ่ยักษ์จากต่างประเทศมากขึ้นทุกที และมีทางเลือกอื่นน้อยลงทุกขณะ ส่งผลต่อวัฒนธรรมการดูหนังของผู้ชมในการจะเลือกชมภาพยนตร์อย่างหลากหลาย

โดยทางกลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงขอเรียกร้องดังนี้

1. ข้อเรียกร้องสำหรับการดำเนินการระยะเร่งด่วน

1.1) กำหนดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ ใน พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๙ (๕) ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของกรรมการในคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ไว้ว่า “ออกประกาศกำหนดสัดส่วนระหว่างภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ต่างประเทศที่จะนำออกฉายในโรงภาพยนตร์ตาม (๑) ของบทนิยามคำว่า “โรงภาพยนตร์” ในมาตรา ๔” แต่ที่ผ่านมา มาตราดังกล่าวนี้ได้ถูกละเลยการปฏิบัติมาโดยตลอด เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงขอเรียกร้องให้มีการกำหนดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ เพื่อสร้างสภาวะการแข่งขันทางการตลาดที่เป็นธรรมต่อผู้สร้างภาพยนตร์ทั้งหลาย โดยกำหนดให้ โรงภาพยนตร์ทุกเครือในประเทศไทยต้องจัดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ไม่เกิน 20% ของจำนวนจอทั้งหมดของเครือนั้นๆ (ยกตัวอย่างเช่น โรงภาพยนตร์เครือ A มีจำนวนจอฉายทั่วประเทศ 100 จอ จะต้องจัดฉายภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ไม่เกิน 20 จอต่อเรื่อง ตลอดระยะเวลาการฉาย)

1.2) กำหนดจำนวนรอบและระยะเวลาฉายสำหรับภาพยนตร์ไทย
เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ เรียกร้องให้โรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ ต้องวางโปรแกรมการฉายให้แก่ภาพยนตร์ไทยทุกเรื่อง เป็นระยะเวลาอย่างน้อยที่สุด 2 สัปดาห์เต็ม นับตั้งแต่วันที่เริ่มฉายในโปรแกรมปกติ (ไม่นับรวมระยะเวลาการทดลองฉาย หรือที่เรียกว่ารอบ Sneak peak) และในการฉายโปรแกรมปกตินั้น จะต้องให้รอบการฉายวันละ 5 รอบเป็นอย่างน้อย ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้ภาพยนตร์ไทยได้มีโอกาสสร้างรายได้ตอบแทนทันเวลา และมีโอกาสได้เพาะบ่มกลุ่มผู้ชมอย่างจริงจังต่อเนื่อง

1.3) ยกเลิกค่าธรรมเนียมการฉายระบบดิจิตอล (VPF) และ/หรือค่าธรรมเนียม/ค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับระบบการฉายทั้งหมดสำหรับภาพยนตร์ทุกเรื่อง
ค่า VPF เป็นค่าชดเชยการลงทุนเปลี่ยนเครื่องฉายเป็นระบบดิจิตอลที่โรงภาพยนตร์โยนภาระให้แก่ผู้สร้างภาพยนตร์มาเป็นระยะเวลานาน ปัจจุบันได้เริ่มมีการยกเลิกการเก็บสำหรับภาพยนตร์จากบริษัทผู้จัดจำหน่ายใหญ่จากต่างประเทศแล้ว แต่บริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ระดับรองและภาพยนตร์ไทยกลับยังถูกเรียกเก็บอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สมควรเก็บในทุกกรณี
เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงเรียกร้องให้โรงภาพยนตร์ยกเลิกการเก็บค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบฉายภาพยนตร์ต่างๆ (ไม่ว่าจะถูกเรียกด้วยชื่อใด) กับผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ทุกรายและกับภาพยนตร์ทั้งหมด โดยทันที

1.4) แก้ไขระบบผูกขาดในธุรกิจภาพยนตร์
นอกเหนือจากโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะอยู่ภายใต้การบริหารของเครือใหญ่เพียง 2 เครือแล้ว ไทยยังมีระบบ “สายหนัง” ซึ่งควบคุมการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ นอกกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผลที่เกิดขึ้นจึงคือการที่โรงภาพยนตร์มีแต่ภาพยนตร์ที่ถูกเลือกเข้าฉายด้วยทัศนคติและมุมมองอันจำกัดของเจ้าของโรงและสายหนัง ผู้ชมถูกทำให้อยู่ในสถานะของผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือกอันหลากหลายอย่างแท้จริง ยังไม่นับรวมถึงการผูกขาดที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การกำหนดราคาค่าบัตรชมภาพยนตร์ที่สูงขึ้นทุกขณะ, ราคาสินค้า อาหาร เครื่องดื่ม ที่สูงขึ้นทุกขณะ, การจัดกิจกรรมเสริมของโรงภาพยนตร์ในลักษณะของการค้า (เช่น การทำบัตรสมาชิก บัตรลดราคา ฯลฯ) ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ผู้บริโภคไม่อาจรู้เท่าทัน สภาพการณ์ผูกขาดทั้งหมดนี้กำลังทำลายตลาดและวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว
เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงเรียกร้องให้ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ผู้มีอำนาจตาม พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เข้ามากำกับดูแลให้การแข่งขันทางธุรกิจภาพยนตร์ให้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมทั้งระบบ เพื่อประโยชน์ของทั้งผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ชมภาพยนตร์โดยตรง

2. ข้อเรียกร้องสำหรับการดำเนินการระยะต่อไป

เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ เรียกร้องให้สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ มีบทบาทอย่างจริงจังในการสร้างกลไกเพื่อการพัฒนาคุณภาพของทั้งผู้สร้างภาพยนตร์ไทยและผู้ชมภาพยนตร์ในประเทศไทย ผ่านวิธีการและการดำเนินงานในลักษณะต่างๆ โดยให้ผู้สร้างภาพยนตร์เข้ามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ (อาทิ การตั้งกองทุนส่งเสริมผู้สร้างภาพยนตร์ไทย ที่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาอย่างถูกต้องเหมาะสม) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลงานภาพยนตร์ไทยที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาด ขณะเดียวกันก็เกิดผู้ชมที่มีรสนิยมอันหลากหลาย มีจิตใจที่เปิดกว้าง สามารถเพาะบ่มวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างแข็งแรง ทัดเทียมประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

cover-bio-2017