‘มือปราบสัมภเวสี: The Lost Case’ ลองสักครั้งกับสยองขวัญไทยแบบ found footage

Home / bioscope, หนังไทย / ‘มือปราบสัมภเวสี: The Lost Case’ ลองสักครั้งกับสยองขวัญไทยแบบ found footage

ในความพยายามนับตั้งแต่ ‘ห้องหุ่น’ ฉบับรีเมคเวอร์ชั่น 2014 ที่ตีความใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม, ‘อวสานโลกสวย’ (2016) หนังสยองขวัญเลือดสาดที่เล่าความรุนแรงอันเกิดจาก cyberbully จนมาถึงซีรีส์ ‘ยายกะลา ตากะลี’ ที่กลายเป็นสนามลองมือของนักเล่าเรื่องสยองขวัญรุ่นใหม่ ดูเหมือน กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส ภายใต้การนำของ เต๊นท์ – กัลป์ กัลย์จาฤก ทายาทรุ่นปัจจุบันของบริษัทเก่าแก่อย่าง กันตนา จะมีเป้าหมายอย่างชัดเจนในการทำหนังแนวสยองขวัญทางเลือกใหม่ๆ ในวงการหนังไทย

เช่นเดียวกับผลงานล่าสุดที่กัลป์ได้ดันเพื่อนสนิทอย่าง โต๊ด – ชยัญ อิทธิจตุพร มาจับงานกำกับเดี่ยวเป็นครั้งแรก ภายใต้ไอเดียการสร้างหนังแนว found footage ทางหนังสยองขวัญที่ยังไม่เห็นในบ้านเรามากนัก มาบวกกับรายการแนวเรียลลิตี้ชื่อดังจนกลายเป็น ‘มือปราบสัมภเวสี: The Lost Case’ 

 – อยากให้เล่าที่มาของโปรเจ็กต์นี้หน่อยครับ

ชยัญ : เราก็รู้จักกับเต๊นท์มาตั้งแต่เด็ก คือเรียนก็เรียนที่เดียวกันมาตลอด

กัลป์ : มหาลัยก็เรียนที่เดียวกัน โทก็เรียนฟิล์มที่เดียวกัน แต่คนละสาขา เขาเรียนกำกับ ผมเรียนด้านการโปรดิวซ์

ชยัญ : คือก็คุยกันมาตั้งนานแล้วว่าอยากจะทำหนังด้วยกัน ก่อนหน้านี้ก็เคยมีกำกับภาพยนตร์สั้นเฉลิมพระเกียรติในโครงการ ‘เทิดเกล้า’ เรื่อง ‘กฤษฎาภินิหาร’ ร่วมกันตั้งแต่ 5 ปีก่อน [กัลป์: ก่อนจะเปิดกันตนา โมชั่นพิกเจอร์อีก] จนเราได้มาทำผู้ช่วยผู้กำกับครั้งหนึ่ง ที่เหลือก็เป็นพวกไวรัลและโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต จนมาคุยกันจริงๆ จังๆ ว่าเราอยากจะทำโปรเจ็กต์หนังผีเล็กๆ สักเรื่องหนึ่ง

กัลป์ : คือไอ้จะทำหนังผีจ้าๆ เราก็คงไม่ถนัดเท่าไหร่ เราจะมาถนัดพวกธริลเลอร์ผีนิดๆ อะไรมากกว่า คือโจทย์มันมาที่ว่า หนึ่ง เราอยากทำหนัง found footage สอง ไอ้หนัง Low budget ที่ว่าเนี่ยมันจะทำยังไงนะ ให้เป็นยังมีความเป็นภาพยนตร์ ให้ผู้ชมได้มีประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์ได้ คือเราก็เห็นอยู่ว่าจังหวะนี้ในวงการหนังไทยมันไม่หมูแล้วนะ มันเหมือนถูกมนต์ดำบางอย่างครอบงำอยู่ แต่ในฐานะคนทำหนังเราหยุดทำหนังไม่ได้ มันก็ต้องหาวิธีทำในแบบของเรา และก็ยังได้เล่าในสิ่งที่เราถนัดด้วย มันก็คือโจทย์เบื้องต้นของโปรเจ็กต์นี้

– สำหรับคุณกัลป์แล้วอะไรคือประสบการณ์ทางภาพยนตร์

กัลป์ : มันเป็นความรู้สึกที่ต้องดูในโรงเท่านั้น คือ found footage มันคือการแชร์ประสบการณ์ร่วมด้วยกัน ถ้าเวลาเราไปดูในสื่ออื่นเช่นทีวีหรือมือถือมันจะเหมือนเราได้ดูคลิป ยกตัวอย่าง Paranomal Activity เวลาดูในโรงกับที่บ้านความรู้สึกมันต่างกันนะ ทั้งเรื่องเสียง เรื่องเพลง บรรยากาศต่างๆ มันไม่ได้ คือภาพยนตร์มันไม่ใช่แค่ภาพ มันมีองค์ประกอบเหล่านี้และอื่นๆ ที่มันส่งผลกับคนดูด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ต้องไปดูในโรงเท่านั้นถึงจะได้อรรถรสเต็มอิ่ม

“…ทีมงานเองไม่ใช่ไม่กลัวนะ มันเป็นความอึดอัดที่จะต้องไปเจอสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วน คือคนที่ทีมงานไปเจอเหล่านี้มีปัญหาจริงๆ แล้วมันมีมากมายเต็มไปหมด แต่เราไม่รู้หรอกสิ่งไปเจอมันคืออะไร เป็นผีสิงหรือเป็นคนที่มีปัญหาทางจิตเราก็ไม่รู้ แล้วทุกอย่างมันอยู่บนความเชื่อแบบไทยๆ” – กัลป์ กัลย์จาฤก : โปรดิวเซอร์

– ทำไมถึงเลือก รายการทีวี มือปราบสัมภเวสี มาเป็นไอเดียในการทำหนัง found footage 

กัลป์ : เราก็คิดกันมาหลายๆ มุมนะ คือรายการ มือปราบสัมภเวสี เนี่ยมาที่หลังเลยนะ [ชยัญ : คือรายการนี้มันน่าสนใจตรงที่มันเกี่ยวข้องกับความเชื่อแบบไทยๆ] แล้วการทำหนัง found footage พอต้องมีครีเอตหรือคิดเรื่องขึ้นมาใหม่ มันจะกลายเป็นการแสดงซึ่งเราไม่ต้องการ คือพอมาเป็นการอิงกับรายการซึ่งมันมีอยู่จริงๆ มันสามารถสร้างความรู้สึกก่ำกึ่งกับผู้ชมได้ว่า นี่มันเรื่องจริงหรือไม่จริงวะ มันอิงกับความรู้สึกอย่างรู้อย่างเห็นของผู้ชมด้วย ซึ่งมันคือสเน่ห์ของหนังแบบ found footage แต่ยุคสมัยนี้แล้วคนดูเขารู้นะว่าอะไรจริงอะไรเมคขึ้นมา คือเราคงไม่ไปทำการตลาดแบบ The Blair Witch Project (1999) สมัยก่อนที่สามารถทำให้คนดูสงสัยว่ามันจริงไม่จริงขนาดนั้น เราแค่บอกว่า นี่คือเคสหนึ่งของรายการซึ่งมันไม่ได้ออกอากาศเท่านั้น

– ด้วยเนื้อหาของตัวรายการเองก็มักถูกตั้งคำถามว่ามันจริงหรือไม่จริง พอเอาคอนเท็นต์แบบนี้มาแปลงหนัง เราอยากจะคงความรู้สึกแบบนี้จากรายการมาสู่หนังไหม

ชยัญ : ความยากก็คือ เราจะทำยังไงให้มันออกมาดูจริงมากที่สุด บรรยากาศ ความรู้สึกของนักแสดงที่ไปเจออะไรบางอย่าง ไปจนถึงเรื่องเทคนิคการถ่ายทำหรือมุมกล้องต่างๆ

กัลป์ : คือตัวรายการมันเล่าเรื่องของ หมอปลา (จีระพันธ์ เพชรขาว) กับเคสต่างๆ แต่ในหนังเราก็เปลี่ยนไปเป็นมุมมองของทีมงาน เป็นอีกมุมหนึ่งที่รายการไม่ได้เล่า ซึ่งทีมงานเองไม่ใช่ไม่กลัวนะ มันเป็นความอึดอัดที่จะต้องไปเจอสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วน คือคนที่ทีมงานไปเจอเหล่านี้มีปัญหาจริงๆ แล้วมันมีมากมายเต็มไปหมด แต่เราไม่รู้หรอกสิ่งไปเจอมันคืออะไร เป็นผีสิงหรือเป็นคนที่มีปัญหาทางจิตเราก็ไม่รู้ แล้วทุกอย่างมันอยู่บนความเชื่อแบบไทยๆ

– สิ่งที่เราอยากเล่าในหนังเรื่องนี้คืออะไร

ชยัญ : โอเคว่าหนังมันเล่าเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ แต่ธีมหลักๆ ที่เรายึดไว้ก็คือ เวลาคนเรามีปัญหาอะไร ทำไมผู้คนมักจะไม่ค่อยพูดออกมาตรงๆ แล้วหันไปพึ่งพาสิ่งอื่นในการแก้ปัญหา เอาจินตนาการมารักษามาแก้ไขปัญหาจริงๆ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ หมอปลา พูดในรายการบ่อยๆ ว่า คนเราถ้าคิดดีทำดี แล้วเวลาเกิดปัญหาให้เรามองไปที่ปัญหาตรงนั้น แล้วก็แก้มัน แค่นี้พอ

………….

ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

cover-bio-2017