(interview) ผี / วัยรุ่น / ‘สยามสแควร์’ และการทำหนังในสตูดิโอ ของ ไพรัช คุ้มวัน

Home / bioscope, หนังไทย / (interview) ผี / วัยรุ่น / ‘สยามสแควร์’ และการทำหนังในสตูดิโอ ของ ไพรัช คุ้มวัน

นับตั้งแต่งานกำกับเรื่องแรกใน ‘รักจัดหนัก’ ตอน ไปเสม็ด (2010) แม้ ป้อง – ไพรัช คุ้มวัน จะไม่ได้มีผลงานกำกับมาเกือบ 7 ปีแล้ว แต่ชื่อของไพรัชก็ยังคงอยู่ในแวดวงคนทำหนังอิสระในฐานะคนเบื้องหลังมาโดยตลอด ทั้งงานด้านการกำกับภาพที่ไปได้ไกลถึงรางวัลสุพรรณหงส์ จาก Mary is happy, Marry is happy (2013, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) ไปจนถึงการมาทำในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ และด้านการตัดต่อ โดยยังมีผลงานส่วนตัวทั้งไวรัล มิวสิควิดีโอ หรือหนังสั้น ‘คนดี(ที่เธอไม่รัก)’ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ไพรัชทำได้โดดเด่น คืออารมณ์ขันที่มีอยู่ในงานส่วนตัวของเขา

แต่กับ ‘สยามสแควร์’ -ที่เล่าเรื่องราวของเด็กวัยรุ่น 10 คน กับเรื่องสยองขวัญที่เกิดขึ้นในสยามสแควร์ – นอกจากจะเป็นผลงานกำกับเดี่ยวชิ้นแรก เป็นหนังสยองขวัญที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับงานที่แล้วมาของเขาเลย และดำเนินเรื่องด้วยตัวละครหลัก (วัยรุ่น) มากถึง 10 คนแล้ว ความท้าทายเหล่านี้ยังเกิดขึ้นในการทำงานภาพยนตร์กับ ค่ายสหมงคลฟิล์ม หนึ่งในสตูดิโอหนังเก่าแก่ ซึ่งชิมลางทำหนังเรื่องนี้ด้วยระบบการเริ่มปั้นโปรเจ็กต์ด้วยตนเอง และดึงคนทำหนังอิสระมากำกับให้เป็นเรื่องแรกๆ ของค่าย (จากเดิมที่ผู้กำกับมักจะมาพร้อมกับบทหนังของตนเอง) ทั้งหมดจึงกลายเป็นความท้าทายที่จะทำหนังเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง โดยดึงความสดใหม่ของคนทำหนังอิสระไทย ที่มักถูกมองว่า เหมือนอยู่คนละดาวดวงเดียวกันในหลายปีที่ผ่านมา

…ซึ่งท้ายที่สุด การทำหนัง ไม่ว่าจะแบบอิสระหรือกับระบบสตูดิโอ ก็คงไม่ต่างจากที่ไพรัชได้กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ว่า “…เหมือนการหาลู่วิ่งของตัวเองให้เจอ”


– เริ่มแรกเลยเพราะอะไรถึงได้เข้ามาทำโปรเจ็กต์นี้ครับ

ย้อนไปถึงสามปีเลย จริงๆ มันเป็นโปรเจ็กต์ของทางสหมงคลเองที่มีบทเสร็จเรียบร้อยนานแล้ว ซึ่งก็มีผู้กำกับถูกวางตัวไว้เรียบร้อย แต่สุดท้ายมันกลายเป็นโปรเจ็กต์ที่ใหญ่เกิดกว่าจะทำได้ ก็เลยถูกยกเลิกไปแล้วก็มีการรื้อบทกันใหม่ ซึ่งทีนี่เราก็เป็นหนึ่งในผู้กำกับหลายๆ คนที่เข้ามาคุยเพื่อทำโปรเจ็กต์นี้ น่าจะเป็นเรื่องแรกๆ ของทางสหมงคลเองที่เกิดขึ้นในลักษณะแบบนี้ คือมีสตูดิโอเป็นคนเริ่มต้นก่อนจะเลือกผู้กำกับเข้ามา

หลังจากนั้นก็มีการนำบทที่เขามีอยู่มาทำวิดีโอไพล็อตสั้นๆ เพื่อบอกแนวทางในการนำเสนอ ทั้งในแง่ความเป็นหนังวัยรุ่นและก็การดีไซน์จังหวะสยองขวัญต่างๆ จนในที่สุดก็ได้เข้ามาทำโปรเจ็กต์ ‘สยามสแควร์’ ที่นี้ตัวบทดราฟต์ล่าสุดมันก็มีช่องโหว่อยู่พอสมควรซึ่งก็รอการคัดเลือกผู้กำกับเพื่อเข้ามาแก้ไขอีกที ถ้านับจริงเราเข้ามาทำโปรเจ็กต์นี้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 แก้บทอยู่สามเดือน ซึ่งบทเขียนโดย พี่เบียร์ (เอกราช มอญวัฒ) ที่เขียนมาตั้งแต่ฉบับแรกสุด กับพี่ธี (ธีปนันท์ เพ็ชรศรี) แล้วก็มีผมกับ แป๊บ (ชาญชนะ หอมทรัพย์) เข้ามาเป็นเหมือนสคริปต์ด็อกเตอร์เพิ่มเติมรายละเอียดในบทตอนท้ายสุดอีกที

– บทสุดท้ายกับบทดั้งเดิมแตกต่างกันมากไหม
คือโครงสร้างหลักมันเหมือนเดิม สิ่งที่ต่างคืออารมณ์ร่วมมากกว่า คือเราได้เอาประสบการณ์ส่วนตัวที่มีต่อสยามมาใส่เพิ่มเข้าไป ทั้งในยุคของเราเองจากสิ่งที่เรารู้จักและเคยทำที่สยาม เฮ้ยเราเคยทำแบบ เพื่อนเราเคยทำแบบนี้นะ กับในยุคปัจจุบันที่เราไปเดินเก็บข้อมูลทั้งกลางวันกลางคืนมาสองสามวัน

– ในฐานะเด็กชานเมือง เรามีความทรงจำอะไรกับสยามสแควร์บ้าง

คือเราอยู่นนท์แต่ก็เรียนในกรุงเทพฯ ก็เลยมีโอกาสไปไปสยามบ่อยอยู่ คือสยามในยุคเรามันก็เหมือนในเอ็มวี Triumph Kingdom นั่นละ (หัวเราะ) คือมีเด็กไปกองๆ รวมกันที่นั่น เหมือนเป็นลานโมเดลลิงที่ใครอยากเป็นดาราอย่างเข้าวงการก็จะไปแต่งตัวเดินๆ อยู่แถวนั้น กับอีกอย่างคือในสยามมันก็จะมีสังคมที่หลากหลาย มีทั้งเด็กที่ไปติวพิเศษที่นั้น มีกลุ่มวัยรุ่นที่ไปนั่งเมาส์มอยช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ มีเด็กติดเกมส์ที่ไปเล่นเกมส์ที่นั้น หรือมีเด็กรวยๆ ที่มาเดินช็อปปิ้ง ซึ่งในยุคเรา สยามสแควร์มันคือแกนกลางของวัยรุ่นไทย

(ซ้าย) ไพรัช คุ้มวัน

– แล้วสยามสแควร์กับความเป็นหนังสยองขวัญ มันมาเจอกันได้ยังไง

มันคือการเลือกเล่าสยามในมุมที่ไม่มีใครเคยเล่า คนคงไม่คิดว่าที่แบบนี้จะมีเรื่องผีหรือเปล่า คือบรรยากาศกลางวันสยามก็แบบหนึ่ง แต่กลางคืนสยามมันจะกลายเป็น Silent Hill เหมือนอีกมิติหนึ่งไปเลย อย่างตอนที่ที่ไปทำไพล็อตเราก็ไปถ่ายรูปเอง ไปเดินๆ เล่นตอนตีสี่ครึ่ง เออมันน่ากลัวดีวะ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่เรารู้สึกว่าน่าจะลองเอามาหยิบใส่ในหนัง

– การไม่เคยหนังสยองขวัญมาก่อนเป็นปัญหากับเราไหม

เราเคยเป็นผู้ช่วยในกอง ‘9 วัด’ กับ ‘Last Summer  ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย’ นั่นคือประสบการณ์ในการทำหนังสยองขวัญของเรา แต่ยังไม่เคยกำกับ ซึ่งจริงๆ เราเองก็ชอบดูหนังสยองขวัญนะ เราว่ามันเป็นหนังที่มีการเย้าหยอกกับผู้ชม มีการชี้นำสายตาผู้ชมให้เห็นอันนี้ก่อนนะแล้วค่อยมาเจออันนี้ ภาษาหนังสยองขวัญเป็นภาษาที่สนุกนะ ถ้าเคยดูหนังเจมส์ วานจะนึกออกว่า หนังแนวนี้มันคือความสนุกที่จะหาวิธีแกล้งผู้ชมอยู่ตลอดเวลา มันเป็นภาษาหนังที่น่าศึกษาและน่าสนุกที่จะลองทำมัน

– ตอนคิดวิธีสร้างความน่ากลัวใน ‘สยามสแควร์’ เรานึกถึงอะไรบ้าง และเรากลัวไหมที่มันจะไม่สดใหม่อีกแล้ว

เราคิดทั้งวิธีการเล่า บรรยากาศของหนัง การใช้น้ำเสียงของตัวละคร และอื่นๆ ซึ่งสุดท้ายวิธีการบางอย่างมันจะไม่ใช่ของใหม่อีกแล้วในหนังสยองขวัญ แต่พอมันมาอยู่ในบริบท ช่วงเวลา หรือจังหวะที่แตกต่างออกไป มันก็จะมีความใหม่ของมันไปเอง มันก็เหมือนกับการที่คนบอกว่าเป็นหนังผีตุ้งแช่ แต่ถ้ามันมีการบิดให้มันต่างออกไปก็จะเกิดความแปลกใหม่ขึ้นมา ถึงแม้มันจะยังเป็นหนังผีตุ้งแช่อยู่ก็ตาม คือเราพยายามหารากเหง้าของการทำหนังสยองขวัญในหลายๆ ยุคสมัยว่ามันมีที่มาในการดีไซน์ความน่ากลัวมาจากไหน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เราเห็นคือการเล่นกับความไม่รู้ และไม่เห็นของผู้ชม การหลบซ้อนอำพราง

การทำ ‘สยามสแควร์’ มันต้องหาข้อมูลอะไรหลายอย่างเหมือนกัน ทั้งหนังวัยรุ่น ทั้งหนังสยองขวัญ หรือแม้แต่การหยิบยืมบุคลิคคาแรกเตอร์ตัวละครแบบ จุนจิ อิโต้ ที่นิยมกันมากๆ ในยุคนี้ เราจะหนีสิ่งเหล่านี้ออกไปยังไงก็เป็นโจทย์ที่สนุกดี หรือแม้แต่เรื่องดนตรีประกอบ อย่างตอนเจมส์ วานทำ Conjuring ภาคแรก ก็มีการนำเครื่องเป่ามาใช้จากยุคหนึ่งที่นิยมใช้แต่เสียงไวโอลิน หลังจากนั้นก็มีคนมาใช้เต็มเลย นี่ไงคือมันยังมีลู่ทางของมันอยู่ สุดท้ายการทำหนังสยองขวัญมันก็เหมือนการหาลู่วิ่งของตัวเองให้เจอ แล้วก็มุ่งไปที่จุดนั้น

เบื้องหลัง ‘สยามสแควร์’

– หนังสยองขวัญไทยมักจะมีการทำตามความนิยมเป็นช่วงๆ เช่นตอน ‘ลัดดาแลนด์’ ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นก็จะมีแต่หนังสยองขวัญไทยที่มีดราม่าเข้มข้นตามมาอีกหลายๆ เรื่อง สำหรับเรามองเทรนด์ของหนังผีไทยตอนทำเรื่องนี้ไว้มากน้อยแค่ไหน

คือโอเคเราทำหนังผีไทยเราก็อยากให้คนไทยดูมากที่สุดละ แต่เหนืออื่นใดเราก็ยังอยากทำให้ประเด็นของมันสากลที่สุดด้วย คือแกนในการทำหนังของเรามันง่ายมากเลย คือการทำหนังให้มันสนุก ผมเชื่อว่าต่อให้หนังมันรูปแบบหรือมีอะไรที่ซ้ำเดิมอยู่ แต่ถ้าหนังมันสนุก มันจะสามารถดึงผู้ชมให้มีอารมณ์ไปกับหนังได้ในที่สุด

แต่กับ ‘สยามสแควร์’ เองตัวบทมันก้ไม่ได้มีอะไรที่เป็นรูปแบบสำเร็จรูปขนาดนั้น คือมันมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร ต้องมีการอธิบายให้เข้าใจ มันก็เลยเป็นความท้าทายที่เราจะทำให้ความซับซ้อนเหล่านี้มาย่อยให้ง่ายที่สุดเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจและสนุกไปกับมันได้

– ผลงานที่ผ่านมา ทั้ง ‘รักจัดหนัก’ ตอน ไปเสม็ด หรือหนังสั้นอย่าง ‘คนดีที่ไม่รักเธอ’ เราแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ขันที่มีอยู่ในงานของคุณ กับ ‘สยามสแควร์’ แล้วจะมีอารมณ์เจือปนอยู่บ้างไหม

คือมันจะไม่ใช่หนังผีตลกนะ แต่สำหรับเรา ‘สยามสแควร์’มันก็มีอารมณ์ขันในตัวเองอยู่พอสมควร มันเป็นจังหวะของหนังที่เมื่อพีคไปแล้วมันก็จะมีจุดที่ผ่อนลงมาก่อนจะพีคขึ้นไปต่อมากกว่า

– เราจะนำเสนอวัยรุ่นแบบของคุณใน ‘สยามสแควร์’ อย่างไรบ้าง

มันอาจจะไม่ได้มีผลงานที่เราอ้างอิงถึงอย่างชัดเจน การมานั่งไล่ดูหนังวัยรุ่นไทยในหลายๆ ปีหลังก็เพื่อจะพยายามไม่ให้มันไปซ้ำกับสิ่งที่เคยๆ เล่ามาแล้ว หรือแม่แต่ในหนัง ‘รักแห่งสยาม’ (2007, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) เองเคยไปถ่ายสยามตรงไหนมาแล้ว หรือเล่ามิติความเป็นมนุษย์แบบไหนไปแล้วบ้าง เราก็จะไม่ทำแบบนั้น เราต้องการให้สยามมันเป็นอีกแบบหนึ่งจากที่เคยมีไปเลย แต่ถ้าหากพูดถึงหนังที่เราใช้อ้างอิงวิธีการเล่าตัวละครวัยรุ่นหลายๆ คนในเรื่องเดียวกัน ผมจะใช้ The Kirishima Thing (2012, ไดฮาชิ โยชิดะ) เป็นพื้นฐาน คือมันว่าด้วยตัวละครวัยรุ่นหลายๆ ตัวแต่มันสามารถเฉลี่ยความสำคัญของแต่ละคนได้ดี คือมันมีตัวเด่นตัวรอง แต่ก็เป็นหนังที่เรารู้สึกว่าตัวรองจะไม่เด่นเลย มันมีเส้นเรื่องของตัวเองอยู่ ซึ่งเราก็ใช้วิธีการเล่าแบบนี้มาใช้ใน ‘สยามสแควร์’ ด้วย

เบื้องหลัง ‘สยามสแควร์’

– ความรู้สึกในการมากำกับหนังแบบเดี่ยวครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง

ก็กดดันนะ คือตอนทำ ‘รักจัดหนัก’ มันมีผู้กำกับร่วม (กับ ภาส พัฒนกำจร : ผกก.‘School Tales เรื่องผีมีอยู่ว่า…’) ไง ก็แบ่งเบาความกดดันไปได้บ้าง แต่กับ ‘สยามสแควร์’ มันมีความยากของมันอยู่ คือตัวบทถ้าเราเล่าผิดไดเร็กชั่น เล่าด้วยวิธีเล่าที่ผิดมันจะกลายเป็นหนังที่ไม่น่าเชื่อถือไปทันที่ เหมือน  Arrival (2016, เดนิส วิลล์เลอเนิฟ) ที่ถ้าเล่าผิดมันจะกลายเป็นหนังติงต๊องทันทีเลย คือกับบทหนังเรื่องนี้มันอาจจะเล่าได้หลายๆ แบบ แต่สำหรับ ถ้าไม่เล่าแบบนี้ เราจะไม่มีทางเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเลย

ระหว่างทางที่เราถ่ายทำ น้องๆ นักแสดงก็จะเกิดความสงสัยว่า จะควรรู้สึกกับสถานการณ์ของบทในแต่ละช่วงยังไงดี ผมเองไม่สามารถให้คำอธิบายได้เพราะ ‘สยามสแควร์’ มันก็มีความเป็นแฟนตาซีบางอย่าง มีเมจิคบางอย่าง แต่ว่าสิ่งเราก็บอกน้องๆ ไปว่ามึงไม่จำเป็นต้องเชื่อก็ได้ แต่สำคัญที่สุดคือมึงต้องทำให้คนดูเชื่อให้ได้ นั่นละคือความยากของเราในการที่จะพิสูจน์กับคำถามที่เกิดขึ้นในการทำงานตลอดเวลา คือผู้กำกับจะโดนล้อมอยู่ตลอดเวลา เฮ้ยอันนี้จะดีเหรอ? ไม่มั้งแบบนี้ดีกว่าไหม? คือสิ่งที่เราต้องทำคือฟังให้หมด แล้วค่อยมาเลือกว่าอันไหนควรจะเชื่ออันไหนควรจะปล่อยผ่านไป เพราะข้อมความที่ทีมงานสื่อสารมามันจะไหลตรงมาที่เราหมดเลย

– กับวิถีอาชีพในวงการทำหนังแบบอิสระเสียเป็นส่วนใหญ่ พอมาทำหนังในระบบสตูดิโอครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง

จริงๆ ผมอยากทำหนังในระบบนะ เพราะมันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสื่อสารกับคนดูที่ใหญ่กว่า เราอยากทำหนังเพื่อคนวงกว้าง แต่ในขณะเดียวกันมันก็จะมีอะไรที่แตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาคุ้นเคย มันเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้ผู้ชมค่อยๆ ได้เรียนรู้ประสบการณ์การดูหนังใหม่ๆ ด้วย


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine

cover-bio-2017