(interview) เบสท์-ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ กับเป้าหมายชีวิตในวงการหนัง

Home / bioscope, หนังไทย / (interview) เบสท์-ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ กับเป้าหมายชีวิตในวงการหนัง

นับตั้งแต่ผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกใน ‘ตั้งวง’ (2013, คงเดช จาตุรันต์รัศมี) ที่ส่งให้ เบสท์-ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ ได้รางวัลสุพรรณหงส์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม นับแต่นั้นเขาก็เริ่มเป็นที่คุ้นหน้าของคอหนังในฐานะนักแสดงรุ่นใหม่มากฝีมือ แม้หลังจากนั้นจะได้ชิมลางกับงานด้านอื่นๆ ทั้งซีรีส์ ‘ยายกะลาตากะลี’ (2016), พิธีกรรายการ Entertainment Now ทาง MONO29 ไปจนถึงงานเอ็มวีและไวรัลที่ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น แต่หนุ่มวัย 24 ที่จบจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เอกภาพยนตร์ (สาขาออกแบบเพื่องานภาพยนตร์จากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม) ผู้นี้ ก็ยังมีฝันกับการทำงานในวงการภาพยนตร์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

‘ตั้งวง’

– งานแสดงภาพยนตร์ในปีนี้มีอะไรบ้าง

ตอนนี้ก็จะมี ‘สยามสแควร์’ กับ ‘เปรมิกา ป่าราบ’ ที่รอฉายอยู่ แล้วก็มีที่อยู่ระหว่างพูดคุยอีกสองสามเรื่อง กับอีกเรื่องที่น่าจะได้แล้วแต่ยังเปิดเผยไม่ได้ในตอนนี้ ซึ่งน่าจะถ่ายทำในปีนี้ทั้งหมด

– หลังจากเราได้รางวัลสุพรรณหงส์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก ‘ตั้งวง’ มา มันทำให้เรามีโอกาสให้เรามีงานแสดงที่เยอะขึ้นไหม

ผมว่ามันมีให้เข้ามาเลือกเยอะขึ้น แต่ส่วนตัวเราอยากจะเป็นที่ให้ผู้กำกับเลือกเรามากกว่า คือผมจะยินดีที่จะไปเคสติ้งหนังทุกเรื่องเลย ซึ่งสุดท้ายมันทำให้เรารู้ว่าเราเข้ากับบทนั้นได้ไหมหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่บทนั้นได้มากน้อยแค่ไหน แล้วผู้กำกับจะได้เห็นอะไรจากตัวเราหรือเปล่า กับบางงานที่เขาอยากได้เราโดยไม่มีการเคสติ้ง เราเองก็พร้อมจะปรับตัวให้เป็นไปตามสิ่งที่เขาต้องการตามมุมมองของเรา เลยอย่าเรียกว่าเลือกดีกว่า เพราะเรารู้สึกสนุกกับการแสดงอยู่

– อย่างเบสท์ที่มาในนักแสดงสายหนังแบบเต็มตัว ถ้าเทียบกับในรุ่นๆ เดียวกัน เราอยากจะร่วมงานกับใครเป็นพิเศษไหม

ผมอยากร่วมงานกับ วี (วิโอเลต วอเทียร์) เรามองว่าเขามีวิธีการแสดงที่คล้ายกับเรา น่าจะสนุกดีถ้าได้ร่วมงานกัน หรือ เก้า (จิรายุ ละอองมณี) คือเราอยากรู้ว่าเวลาเจอนักแสดงเก่งๆ พอเราไปรับแรงกระแทกจากพวกเขาเราจะรู้สึกอย่างไรบ้าง

‘อวสานโลกสวย’

– หลังจาก ‘อวสานโลกสวย’ และ ’11-12-13 รักกันจะตาย’ มาปีนี้ เรามีทั้ง ‘สยามสแควร์’ และ ‘เปรมิกา ป่าราบ’ ซึ่งก็ยังเป็นแนวสยองขวัญอยู่ เราอิ่มตัวกับหนังแนวนี้หรือยัง

คือถึงแม้จะเป็นหนังสยองขวัญเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดแต่ละเรื่องมันก็แตกต่างกัน คือเราไม่เคยระบุแนวเลยนะว่าจะเล่นแต่หนังสยองขวัญ หรือแต่หนังคอมิดี้ จะแมสส์หรืออินดี้เราก็ไม่ได้จำกัด คือเรายังสนุกกับการแสดงอยู่ แม้แต่หนังเกย์ผมนังเคยไปเคสติ้งมาแล้วเลย ผมก็อยากเล่นนะ คือมันเป็นการท้าทายตัวเองอย่างหนึ่งเหมือนกัน

– แล้วกับงานในวงการภาพยนตร์ หลังจากที่เราเรียนจบมาโดยตรงในสาขานี้ เราอยากจะเข้ามาทำงานอะไรในวงการไหม

จริงๆ ที่เราเรียนมาจะเป็นด้านโปรดักชั่นดีไซน์ ซึ่งมันก็เป็นงานด้านที่สนุกนะ แต่เราเปลี่ยนมาลองทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของหนังของทรู ไทยฟิล์มเรื่อง ‘The Ghost father ผีโคตรๆ’ (2014, เสรีย์ หล้าชนบท) เรากลับรู้สึกชอบตำแหน่งนี้มากกว่า เพราะมันเป็นงานที่ทำให้เราเห็นกระบวนการทำงานทั้งหมดของหนังด้วย ได้ไปเจอคนโหดๆ แบบพี่เปีย (ธีระวัฒน์ รุจินธรรม) ซึ่งก็ได้ความรู้จากพี่เยอะ นอกจากนั้นเราก็เคยไปช่วยงานในกองถ่ายของเพื่อนๆ บ้าง แต่ถ้าฝันสูงสุดของเราจริงๆ คงเป็นการกำกับภาพยนตร์นั่นละ คือเรายังสนุกกับชีวิตในวงการหนัง ทั้งการแสดงและก็งานเบื้องหลัง ซึ่งถ้ามีเวลาเราก็อยากจะกลับไปทำงานเบื้องหลังบ้าง เพราะมันเป็นสิ่งที่เราเรียนมาแล้วก็ยังอยากจะเอามันมาใช้ให้มากที่สุด

‘สยามสแควร์’

– ในวัย 24 ปี เรามองเป้าหมายส่วนตัวในอนาคตไว้บ้างไหม

อย่าเรียกว่าแผนการเลย เรียกว่าสิ่งที่เรารู้สึกดีกว่า คือเราอยากจะทำงานแสดงแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนคนเบื่อหน้าไปเลยสักช่วงอายุ 30-31 ปี หรือไม่ก็จนกว่าจะไม่มีคนจ้างเราแสดงละ ค่อยถอยมาทำเบื้องหลังจริงจัง

– สุดท้ายแล้วในแง่ของชื่อเสียงที่เริ่มมีมากขึ้นในปีที่ผ่าน มันส่งผลกับชีวิตส่วนตัวเราไหม

มันทำให้เราใช้ชีวิตยากขึ้น คือหลายปีที่ผ่านมาเราเองก็มีผลงานมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่พอมีชื่อเสียงขึ้นมา เขาก็จะเริ่มไม่ได้มองที่เนื้องานของเราจริงๆ ละ มันกลายเป็นความสนใจที่ตัวบุคคลซะมากกว่าซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่ากลัว เราเลยรู้สึกว่ายังอยากให้คนยังสนใจกับสิ่งที่เราทำด้วยเหมือนกัน


ติดตามข่าวสารและเทรนด์หนังจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่ facebook : BIOSCOPE Magazine