Resident Evil: Retribution ? แอ็คชั่นฆ่าซอมบี้ที่หาบทสรุปไม่เจอ

Home / วิจารณ์หนัง / Resident Evil: Retribution ? แอ็คชั่นฆ่าซอมบี้ที่หาบทสรุปไม่เจอ

ถือเป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่สร้างจากเกม (ทุกวันนี้คงพอจะกล่าวได้เต็มปากแล้วว่าหยิบยืมองค์ประกอบบางอย่างมาจากเกม เท่านั้น!) ที่ได้รับโอกาสจากเสียงมหาชนคนดูหนัง! จากรายรับที่มากพอให้ทางสตูดิโออนุมัติสร้างภาคใหม่ออกมาเรื่อยๆ โดยใน Resident Evil: Retribution ถือเป็นการกลับมาครั้งที่ 5 แล้ว และก็ยังเป็นเช่นเดียวกับทุกภาคที่หนังพร้อมจะกระหน่ำฉากแอ็คชั่นเข้ามา อย่างต่อเนื่องให้สมองผู้ชมตื้อตัน หูอื้ออึง และตามืดบอด โดยลืมที่มาที่ไปของฉากแอ็คชั่นทั้งหลายว่ามันเป็นมาอย่างไร

Resident Evil: Retribution กำกับและเขียนบทโดย พอล ดับบลิว. เอส. แอนเดอร์สัน ที่ยังคงสานต่อภารกิจอันหาจุดจบไม่ได้ของ อลิซ (มิลล่า โจโววิช) ที่ต้องต่อสู้กับ อัมเบรล่า คอร์ปอเรชั่น ผู้สร้างเชื้อไวรัสมรณะอันมีนามว่า ที ไวรัส (T ? Virus) ซึ่งตอนนี้เชื้อมรณะได้แพร่กระจายทำลายล้างโลกเปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาให้กลาย เป็นกองทัพซอมบี้กินเนื้อคน จากการรับมือการโจมตีขนาดหนักของกองทัพอัม เบรล่า อลิซ ผู้ลึกลับและมากความสามารถ ถูกโจมตีจนพลัดตกลงมหาสมุทร เธอตื่นขึ้นมา ณ ใจกลางฐานปฏิบัติการลับสุดยอดของอัมเบรล่า ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้จำลองเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก เพื่อใช้ทดสอบอาวุธชีวภาพ

อลิซหาทางหนีออกจากสถานที่แห่งนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เธอก็ได้รับการช่วยเหลือจาก เวสเกอร์ (ชอว์น โรเบิร์ตส์) ที่ได้ส่งทีมช่วยเหลือ เอด้า หว่อง (หลี่ปิงปิง), ลีออน เคเนดี้ (โยฮันน์ เอิร์บ) ถึงกระนั้นก็ต้องเจอการขัดขวางของโปรแกรมคอมพิวเตอร์เรดควีน (เมแกน คาร์เพนเทียร์) และกองทัพอัมเบรล่านับหมื่นนำโดย จิล วาเลนไทน์ (เซียนน่า กัลโลรี่ย์) และเหล่าซอมบี้ที่ถูกพัฒนาให้มีความน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น!

Resident Evil: Retribution??นับว่าเริ่มต้นได้สวยและ น่าชื่นชมกับฉากเปิดที่ดูดีมีสไตล์กับ ภาพสโลโมชั่นแบบย้อนกลับ? ที่เผยให้เห็นรายละเอียดของการต่อสู้ระหว่างอลิซที่อยู่บนเรือโดยสารขนาด ยักษ์ กับเหล่ากองทัพอัมเบรล่าที่บุกมาจากฟากฟ้า ทั้งวิธีกระสุน แรงระเบิด การเคลื่อนไหวต่างๆ ในแบบละเอียดและคมชัด ซึ่งมันกินเวลาไปหลายนาที แต่เมิ่อมันกลับมาเดินเรื่องตามปกติจึงทำให้เราทราบว่าสิ่งที่เราเห็นเมื่อ หลายนาทีก่อนนั้น จริงๆ แล้วมันคือเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นเอง ผู้กำกับ พอล ดับบลิว. เอส. แอนเดอร์สัน ยังคงเปี่ยมรสนิยมในการกำกับภาพสโลโมชั่นอันโดดเด่นและสวยงามของฉากแอ็คชั่น ยังดีที่ครั้งนี้มาในระดับที่พอเหมาะพอดี

มิลล่า โจโววิช ยังคงทำหน้าที่ได้ดีในบทแอ็คชั่นฮีโร่หญิงอลิซ ที่ขับเคลื่อนตัวละครด้วยฉากแอ็คชั่นมากกว่าด้านการแสดง และด้วยปริศนามากมายไม่จบไม่สินในตัวละครอลิซ ยิ่งทำให้ความมีเสน่ห์ของตัวละครตัวนี้ค่อยๆ หดหาย จนหน้าสวยๆ และหุ่นเฟิร์มในบอดี้สูทก็ไม่ช่วยอะไรเลย และดูเหมือนผู้สร้างก็พอจะเห็นถึงปัญหานี้ว่าหากจะสร้างหนังเรื่องนี้ต่อไป มิติของตัวละครนำคือสิ่งจำเป็น จึงสร้างสถานการณ์ขึ้นมาให้อลิซได้มีเด็กสาวตัวน้อยเบ็คกี้ (ไอยาน่า เอ็นจิเนียร์) ผู้ที่เรียกเธอว่า ?แม่? มาทำให้ตัวละครอลิซมีมิติและอ่อนโยนขึ้น!

ตัวหนังอุดมไปด้วยกระสุนปืนที่สาดใส่กันไม่ยั้ง ที่ในตอนแรกมันก็คือความมันซะใจ แต่ด้วยความที่ไม่มีมุขอะไรใหม่ๆ มานำเสนอ ประกอบกับเรื่องราวที่ไม่มีอะไรให้ลุ้นหรือติดตามมากนัก ก็ทำให้ความมันก่อนหน้านั้นค่อยๆ ลดทอนลงเรื่อยๆ และสุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นความน่าเบื่อขึ้นมาซะอย่างงั้น (ทั้งๆ ที่ก็ยังยิงกันอยู่) แต่ที่ดูจะขัดตาขึ้นก็คือฉากแอ็ั่คชั่นในตอนท้าย ที่แบ่งทีมกันโชว์ศิลปะการต่อสู้ในระดับที่นึกว่าเรากำลังดูหนังมาเฟีย ฮ่องกง ที่ไม่ทำให้เิกิดความรู้สึกสนุกหรือลุ้นไปกับตัวละครเลย

งานภาพ 3 มิติ ของภาคนี้ก็คงไม่อาจปฏิเสธว่าทำขึ้นมาเพื่อโอกาสในการเข้าฉายโรง 3 มิติ เพื่อดูดเงินผู้ชมจากราคาค่าตั๋วที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะมุขต่างๆ ที่นำมาใช้ ถือว่าอยู่ในระดับเด็กอนุบาลในวงการภาพ 3 มิติไปแล้ว หากความต้องการของผู้ชมคือ หนังที่เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นมันส์ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายกับความซับซ้อนของเรื่องราว Resident Evil: Retribution ก็อาจจะเป็นคำตอบที่ใช่! (ถ้าไม่เบื่อไปซะก่อน!) เพราะว่าเนื้อเรื่องของหนังในภาคนี้ ไม่ค่อยมีรายละเอียดอะไรให้จับต้องมากนัก

อาจมองเป็นความยียวนของผู้สร้างก็พอได้ ที่ทำทีเป็นไขปริศนาราวกับจะเฉลยคำตอบของคำถามที่ถูกตั้งมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่แล้วก็ตลบหลังด้วยปริศนาใหม่ในตอนท้าย (ซึ่งหวังว่าการกลับมาในครั้งหน้าจะเป็นบทสรุปสักที) แต่มองอีกมุมตัวหนังตระกูล Resident Evil ก็ไม่ได้ต่าง อะไรกับไวรัสในเรื่องที่แพร่กระจาย (มีหลายภาค) ที่ถูกพัฒนาให้น่ากลัวขึ้น (ความเลวร้ายของเรื่องราวที่แฟนเกมคงกุมขมับ) และยังหาวิธียับยั้งหรือทำลายไม่ได้ (ความวกวนยอกย้อนของเรื่องที่ไม่นำไปสู่บทสรุปสักที) ซึ่งตัวหนังนั้นได้ห่างไกลจากจุดเริ่มต้นที่มาจากเกมที่มีเรื่องราวเกี่ยว กับไวรัสที่ทำให้คนหรือสิ่งมีชีวิตกลายเป็นซอมบี้มาแสนไกลแล้ว และตอนนี้มันกลายเป็นอะไรก็ดูจะหาข้อสรุปของมันได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ทั้งหมดก็คงดำเนินอย่างนี้ต่อไป ตราบใดที่ตัวหนังยังทำเงินได้มากพอ! และผู้สร้างยังหาปริศนามาหลอกผู้ชมให้ติดตามได้อยู่?

Resident Evil : Retribution ผมให้ 2 ดาว (เต็ม 5)

โดย Charthree
http://charthree.wordpress.com