Thor: The Dark World : เทพเจ้าสายฟ้าโลกาทมิฬ กับความมืดม่นที่น่าค้นหา

Home / วิจารณ์หนัง / Thor: The Dark World : เทพเจ้าสายฟ้าโลกาทมิฬ กับความมืดม่นที่น่าค้นหา

thor1

ถึงแม้จะนับว่าเป็นหนังฮีโร่มาร์เวลที่ส่วนตัวผมค่อนข้างเฉยๆกับภาคแรกมากที่สุด แต่ก็ค่อนข้างตื่นเต้น และ คาดหวังพอสมควร สำหรับหนังภาคต่อของ เทพเจ้าสายฟ้า Thor : The Dark World ที่อัพระดับสเกลของหนังให้ใหญ่ขึ้น พร้อมผจญภัยไปในจักรวาลของ ธอร์ ได้อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้นอีกด้วย

ธอร์ : โลกาทมิฬ สานต่อเรื่องราวการผจญภัยบนจอใหญ่ของธอร์ อเวนเจอร์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องโลกและดินแดนทั้ง 9 จากศัตรูลึกลับที่หมายจะครอบครองจักรวาล ในการต่อสู้จาก ธอร์ ภาค 1 และ มาร์เวลส์ ดิ อเวนเจอร์ส ธอร์ ต่อสู้เพื่อนำความสงบกลับมาสู่จักรวาล…แต่ชนเผ่าโบราณที่นำโดย มาเลคิธ ผู้เคียดแค้น ได้กลับมาเพื่อทำให้จักรวาลกลับเข้าสู่ความมืดมิดอีกครั้ง การเผชิญหน้ากับศัตรูที่แม้แต่ โอดิน และ แอสการ์ด ไม่สามารถรับมือได้ ธอร์ต้องมุ่งหน้าสู่การเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตราย เมื่อการเดินทางครั้งนี้ได้นำเขากลับมาพบกับ เจน ฟอสเตอร์ ที่เขาจะต้องเสียสละทุกสิ่ง

หนังในภาคนี้กำกับการแสดงโดย อลัน เทย์เลอร์ จาก Games of Thrones ที่กระโดดมาควบคุมหนังใหญ่เปิดเรื่องแรก หลังจากเคยกำกับซีรี่ย์มามากมาย ซึ่งตามสไตล์ของหนังภาคต่อที่ไม่ต้องมาปูบทเรื่องราว หรือ ตัวละครอะไรให้มากความอีกต่อไปแล้ว ผู้กำกับ อลัน เทย์เลอร์ เลือกที่จะอัพระดับความเป็น ธอร์ ขึ้นมา พร้อมเสริมเรื่องราวต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจักรวาลของ ธอร์ ให้มากที่สุด เช่นการเริ่มแนะนำให้รู้จักกับดินแดนอีกทั้ง 9 แห่งในจักรวาลของเรื่อง รวมไปถึงการปูทางไปหาหนังมาร์เวลเรื่องอื่นๆ ซึ่งนั้นก็ถือว่าเป็น กิมมิค ที่สร้างความน่าสนใจให้แก่ตัวหนังภาคนี้ได้มากพอสมควร

เช่นเดียวกับการผสมผสานระหว่าง ฉากแอ็คชั่น และ มุกตลก ที่ถึงแม้จังหวะการใส่ฉากแอ็คชั่นของหนังจะทิ้งช่วงให้มีฉากการพูดคุยเยอะมากไปหน่อย แต่พอถึงฉากแอ็คชั่นแล้ว ผู้กำกับ อลัน เทย์เลอร์ ก็ละเลงความเป็นแฟนตาซี ไซไฟ มีกลิ่นอารมณ์ความเป็นหนังลิเกฝรั่ง แต่ก็เปี่ยมผสมไปด้วยความไฮเทคแนว สตาร์ วอร์ส ได้อย่างลงตัว และสนุกไม่น้อยไปกว่าภาคแรก แถมการที่หนังเลือกที่จะเติมเต็ม และเดินตามรอยหนังยุคหลังของ มาร์เวล นั้นคือ ‘ไม่อยากให้ซีเรียสเกินไป’ ด้วยใส่มุกตลกทั้งสถานการณ์ และ เสียดสี ออกมาได้อย่างลงตัว, เต็มเปี่ยมไปด้วยความเซอร์ไพรส์ และที่สำคัญคือมันใช้ได้ผลทั้งในสถานการณ์ฉากบู๊ และ ดราม่าหน้าตาย

ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันในภาคนี้ คือการที่ผู้กำกับ อลัน เทย์เลอร์ ให้ความใส่ใจในรายละเอียดความเป็นดราม่า พีเรียต มากพอสมควรอีกด้วย โดยหนังเต็มไปด้วยความเป็นเรื่องรักๆใคร่ๆ, ชิงดีชิงเด่น และ หักหลังล้างแค้น จนเต็มไปด้วยกลิ่นความเป็นหนังลิเกฝรั่งยิ่งกว่าภาคแรก แต่ก็เจือปนไปด้วยความเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวลที่ผู้กำกับตัดสลับกันออกมาได้อย่างน่าพึงพอใจในระดับนึง ถึงแม้ว่าจุดประสงค์ของตัวหนังอาจจะยังไม่ชัดเจนในการพยายามสั่งสอนบทเรียนของ ธอร์ ในด้านความเป็นเด็กก็ตาม

แต่ความดีความชอบที่เป็นแรงขับเคลื่อนอีกตัวนึงของหนังคงหนีไม่พ้น ทอม ฮิดเดิลสตัน ในบทของ ‘โลกิ’ ที่ภาคนี้ดูเหมือนจะเน้นความเป็น แฟนเซอร์วิส และให้ตัวละคร โลกิ ดูโดดเด่นกว่า ธอร์ มากอยู่หลายเท่า ซึ่งทั้งลีลาที่เปี่ยมไปด้วย เสน่ห์ และ บทที่ส่งให้ตัวละครเจิดจรัส ก็อดคิดไม่ได้เลยว่าในภาคต่อของ Thor นั้นหลายคนน่าจะเทใจไปให้ โลกิ เสียมากกว่าอีกด้วยครับ ซึ่งระบบเสริมอื่นๆนอกจากตัวหนังอย่างระบบ 3D ในภาคนี้ก็ค่อนข้างน่าผิดหวังไม่ต่างจากภาคแรก เพราะหนังกลับไม่สามารถใช้ประสิทธิภาพของระบบนี้ได้อย่างเต็มนัก ถึงแม้หนังจะอุดมไปด้วยบรรยากาศสวยๆของ แอสการ์ด ของตามทีครับ

ป.ล.ใครที่ดูในโรงภาพยนตร์ SF, 4DX ที่พารากอน และ รัชโยธิน, เมเจอร์ ฮอลลีวู้ด จะได้ดูคลิปฉากต่อสู้ใน Captain America 2 ด้วยนะ

เรื่องนี้ผมให้ 7.5/10 ครับ