The Hunger Games : Catching Fire ดูแล้วมาคุยกัน สาวน้อยผู้มากับไฟ

Home / วิจารณ์หนัง / The Hunger Games : Catching Fire ดูแล้วมาคุยกัน สาวน้อยผู้มากับไฟ

url

หลังจากภาคแรกทำเงินทั่วโลกไปเป็นจำนวนมหาศาล แถมยังได้คำวิจารณ์ในด้านบวกค่อนข้างมาก ทำให้สตูดิโอไฟเขียวสร้างต่อภาค 2 และรวมถึงภาค 3 ที่จะแยกเป็น 2 Part ทันที สำหรับ The Hunger Games ที่ในภาคต่อนี้ใช้ชื่อภาคว่า Catching Fire กลับมาพร้อมกับทีมนักแสดงชุดเก่าทั้ง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และ จอช ฮัทเชอร์สัน

Catching Fire เริ่มต้นเมื่อ แคทนิส (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) และ พีตา (จอช ฮัทเชอร์สัน) เดินทางกลับสู่เขต 12 ในฐานะผู้ชนะเกมล่าชีวิตครั้งที่ 74 อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีสโนว์ ที่พบว่าถูกกลุ่มคนเล็กๆท้าทายอำนาจ ตัดสินใจที่จะจัดเกมล่าชีวิตครั้งที่ 75 ด้วยการนำอดีตผู้ชนะจากทั้ง 12 เขตมาต่อสู้กัน ซึ่งก็รวมถึงสองตัวแทนคนสำคัญ ฟินนิก โอแดร์ (แซม คาฟลิน) และ โจแฮนน่า เมสัน (จีน่า มาโลน) ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้เอง ก็กลายเป็นชนวนครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงพาเน็มไปตลอดกาล

ในภาคนี้เปลี่ยนจากผกก. แกร์รี่ โรส ในภาคแรก มาเป็น ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ผู้กำกับที่เดือดทั้งฉากแอ็คชั่น และ รักอลังการ จาก I Am Legend และ Water for Elephants เพราะฉะนั้นอาจจะไม่แปลกเท่าไหร่ที่เขาจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับมาทำภาคต่อของหนังชุดนี้ ที่ได้ให้ความสำคัญทั้งในด้านฉากแอ็คชั่นการประลอง และ ความรักสามเศร้าของตัวละคร โดยหลักจากภาคแรก ที่หนังเน้นให้ความสำคัญไปกับการปูบทในความเคลื่อนไหวของชนกลุ่มล่าง และ ปฏวัติการเมืองแบบเนินๆ พร้อมเจาะลึกระบบของวงการมายา ได้อย่างเจ็บแสบ ในภาคต่อนี้ดูเหมือนมันจะกลายเป็นสลับขั้วกัน กับการที่หนังนำพาให้เอาเรื่อง การปฏิวัติ และ ดาร์คไซส์ ของระบบการเมือง มาเล่นกันแบบจริงจัง และ เข้มข้น จนสัมผัสได้ถึงความตื่นตา และ การเสียดสี ที่เจ็บแสบ กับความหมายของคำว่า ‘ปฏิวัติ’ และ ‘ระบบการปกครอง’

The Hunger Games: Catching Fire

โดยผ่านตัวละครเด็กสาวบ้านๆที่ยังไม่มีความพร้อมอย่าง แคทนิส ที่เปรียบเสมือนความหวังของผู้คนทั่วทั้งพาเน็ม ทั้งที่ตัวเธอนั้นยังไม่พร้อมจะแบกรับความหวังของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เอาไว้ ไหนจะเรื่องราวความรักสามเศร้าของหนุ่มเกล และ พีต้า ที่หนังเลือกจะหยิบมาเล่าออกมาควบคู่ไปกับเนื้อเรื่องได้อย่างไม่ยัดเยียด และ คัดตาไปกับฉากแอ็คชั่น หรือแม้แต่การที่ต้องการจะเสียดสีวงการมายา แบบพอประมาณ แต่ก็เจ็บแสบในระดับนึง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลในภาคนี้ต้องขอยกให้กับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ที่มอบประสบการณ์ในการแสดงกับบท แคทนิส ได้อย่างเต็มที่ และสามารถแบกรับหนังไว้ทั้งเรื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

เช่นเดียวกับการสลับฉากดราม่า และ แอ็คชั่น ของตัวหนังในภาคนี้ที่ถ่ายเทความสำคัญให้ทั้ง 2 เรื่องไปพร้อมๆกันได้อย่างลงตัว โดยฉากดราม่าเรียกน้ำตา ที่ต้องการเจาะเข้าประเด็นของตัวหนังอย่างเปิดเผยนั้นตัวหนังก็สามารถเล่าเรียบเรียงออกมาได้อย่างไม่ติดขัด ผสมผสานไปกับจังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อยๆบิ้วพาเรื่องราวไปสู่ฉากการแข่งขันอันยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่น่าเบื่อ แถมที่สำคัญการอัพเกรดระดับการต่อสู้ในสนามประลองของภาคนี้ยังจัดเต็มได้อย่างไม่น้อยหน้า จนขาจร ขาประจำ ที่หวังเข้ามาดูแอ็คชั่นเอามันส์ ก็อาจจะมีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปได้อีกด้วยเช่นเดียวกัน

ซึ่งมุมมองต่อหนังชุดนี้ของผู้กำกับ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ต้องขอชื่นชมว่ายาวไกล ที่ไม่ได้มองการอัพเกรดในหนังภาคต่อของตนเอง ไปในแนวทางที่ ใหญ่ขึ้น อย่างที่หลายๆเรื่องทำ แต่กลับเน้นการปรับแปลงบทจากตัวหนังสือให้มัน ‘ลงตัวขึ้น’ และ ‘ดีขึ้น’ แต่เลือกที่จะใช้สเกลตัวหนังเท่าเดิมแบบที่ภาคแรกเคยขีดกรอบไว้ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นวิธีการเลือกทำหนังภาคต่อได้อย่างฉลาด และ หลักแหลม

โดยหลังจากในภาคแรก ผมอาจจะไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า ใครที่ไม่เคยอ่านหนังสือ หรือเป็นแฟนหนังสือ จะสามารถสนุกไปกับตัวหนังได้ไหม ในภาคนี้ส่วนตัวจึงขอบอกเลยว่า ใครที่ไม่ได้เป็นแฟนหนังสือ หรือ ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนก็สามารถสนุกไปกับตัวหนัง Catching Fire ได้อย่างแน่นอน เพราะหนังให้ความสำคัญด้านความบันเทิง ทั้ง Fan Service และ คนดูขาจร ได้อย่างลงตัว แอ็คชั่นก็มันส์ ดราม่าก็เศร้า โรแมนซ์ก็ทรมาน แถมที่สำคัญคือประเด็นด้านมืดของตัวหนังในภาคนี้ยังอัพเกรดตัวเอง นำพาผ่านอารมณ์การเล่าเรื่องจนเข้าไปสู่สายเลือดได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วยครับ

เรื่องนี้ผมให้ 9.5/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด