Romeo & Juliet : การหวนคืนสู่ตระกูล มอนตะคิว และ คาร์ปูเล็ต แบบดั้งเดิม

Home / วิจารณ์หนัง / Romeo & Juliet : การหวนคืนสู่ตระกูล มอนตะคิว และ คาร์ปูเล็ต แบบดั้งเดิม

url

หลังจากเคยมีทั้งแบบฉบับดั้งเดิมในปี 1936 ลากยาวมาอีกหลายเวอร์ชั่นจนถึงปี 1996 ของ บาซ เลอร์แมน และยังรวมไปถึงหนังหลายๆเรื่องที่เอาโครงเรื่องบทประพันธ์สุดคลาสสิคเรื่องนี้ไปใช้ใน Romeo & Juliet ที่ล่าสุดก็ได้มีฉบับใหม่ออกมาแล้ว และเป็นฉบับที่ไม่ได้ตีความอะไรออกไปจากบทประพันธ์ แต่กลับเน้นที่จะทำให้มันเหมือนดั่งกวีมากที่สุดนั้นเอง

โรมิโอแอนด์จูเลียตเป็นวรรณกรรมที่เขียนขึ้น โดย วิลเลี่ยม เชคเสปียร์ โดยจัดว่าเป็นวรรณกรรมที่มีความเป็นอมตะเป็นเรื่องราวของความรัก ความเสียสละ ความโกรธแค้น ซึ่งไม่ว่าจะยุคไหนก็หนีไม่พ้นกับเรื่องแบบนี้ เมื่อตระกูลสองตระกูลได้มีเรื่องทะเลาะกัน อย่างไม่มีจบสิ้น โรมิโอ และ จูเลียตที่เกิดกันมาเป็นฝ่ายตรงข้ามกันได้เกิดความรักขึ้นมาท่ามกลางความขัด แย้งของทั้งสองตระกูล ทั้งสองจึงต้องวางแผนที่จะหนีไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทว่าอุปสรรคและความ เข้าใจคลาดเคลื่อนที่นำสู่โศกนาฏกรรมอันเจ็บปวดนั่นเอง

โดยในฉบับใหม่นี้กำกับการแสดงโดย คาร์โล่ คาร์ลาย ผู้กำกับหน้าใหม่ที่ก้าวมาจากการทำหนังทีวี และรวมไปถึงเป็นคนเขียนบทให้แก่หนัง The Last Legion โดยในเรื่องนี้เขาได้จับมือกับมือเขียนบท และรวมถึงโปรดิวเซอร์อย่าง จูเลี่ยน เฟลโลวเว่อร์ จากซีรี่ย์ย้อนยุคอย่าง Downton Abbey ให้ออกแบบดีไซน์หนังเรื่องนี้ให้กลายเป็นการพีเรียตสุดยิ่งใหญ่ให้สมกับบทประพันธ์ ซึ่งใครหลายคนน่าจะรู้จัก โรมิโอ กับ จูเลียต และเรื่องราวของเขาและเธอเป็นอย่างดีแล้ว ขาดก็แต่ว่าคนดูอาจจะยังไม่ทราบว่าฉบับแบบไหนถึงจะตรงกับบทประพันธ์ตามที่ต้องการจะสื่อมากที่สุด และผมก็ไม่ได้รับประกันว่า Romeo & Juliet ในฉบับใหม่นี้จะสามารถบรรยายได้ตรงตามบทประพันธ์ที่ทำไว้อย่างดี เพียงแต่อย่างน้อยมันก็สามารถตอบโจทย์ในการเป็นหนังพีเรียต โรแมนติค ออกมาได้อย่างไม่น่าอาย และ สวยงามในทุกองค์ประกอบเลยก็ว่าได้

เพราะส่วนนึงที่ทำให้ตัว Romeo & Juliet ดูโดดเด้งมากกว่าหนังยุคพีเรียตเรื่องอื่นๆ คือการที่ตัวหนังมีความใส่ใจด้านส่วนของงานอาร์ต องค์ประกอบฉาก และ เครื่องแต่งกาย รวมไปถึง ดนตรีประกอบ ที่ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญอย่างนึงในหนังพีเรียต ได้อย่างพีถีพิถัน และ สวยงาม ได้อย่างไม่น้อยหน้าเลยทีเดียว

รวมไปถึงในส่วนของการที่หนังพยายามจะเล่นตามบทประพันธ์โดยการยกเอาบทกลอน บทกวี แทนคำพูดสนทนาของตัวละคร นับได้ว่าเป็นการกระทำที่ค่อนข้างเก๋ไก๋ และ แปลกใหม่ พอสมควร พอๆกับการที่ Les Miserables ร้องเพลงสื่อสารกันทั้งเรื่อง เพียงแต่ใน Romeo & Juliet มันกลับคือการร่ายกลอนใส่กันเท่านั้นเอง โดยอาจจะตลกไปบ้างเมื่อถึงฉากการสูญเสีย หรือ รำพึงรำพัน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อถึงฉากโรแมนติค การใช้บทกวีเข้าช่วย ผสมจรรโลงกับดนตรีประกอบชั้นครูของ เอเบล คอเซนาวสกี้ ก็นับได้ว่าเป็นการสร้างฉาก และ บรรยากาศ ให้คนหักเหเข้าไปสนใจในด้านของตัวเรื่องได้อย่างสบาย และ สวยงาม

ซึ่งดูเหมือนว่า โรมิโอ แอนด์ จูเลียต ในฉบับนี้จะค่อนข้างเน้นประเด็นความอ่อนวัยของทั้งคู่ ด้วยการเน้นการสื่อสารเรื่องของ อายุ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนในความรักครั้งนี้ ก็สามารถแต่งเติมมิติด้านของตัวละครให้ดูมีความหลงใหลในเรื่อง รักใคร่ มากขึ้นได้อย่างไม่น่าสงสัย เช่นเดียวกับทีมนักแสดงของเรื่องทั้ง ดักลาส บูธ และ เฮลี่ย์ สไตน์ฟีลย์ ก็ทำหน้าที่โปรยเสน่ห์ให้กับตัวละครของตนได้อย่างดี เช่นเดียวกับทีมนักแสดงสมทบทั้ง เอ็ด เวสวิกต์, พอล เกียร์เม็ตติ และ โคดี้ สมิธ แม็คฟี่ ก็เช่นเดียวกันนั้นเองครับ

ส่วนตัวผมนั้นยังไม่เคยได้ดู Romeo & Juliet ฉบับเก่าๆเลยสักเวอร์ชั่น จะเคยก็แต่ผ่านตากับเวอร์ชั่น บาซ เลอร์แมน มาเท่านั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าหากใครที่ยังไม่ได้รู้จัก โรมิโอ จูเลียต เลย หรือเคยผ่านตาเวอร์ชั่นก่อนๆมาแล้วนั้น เวอร์ชั่น 2013 นี้ก็อาจจะเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการรู้จักความรักของทั้งคู่แบบพยายามทำให้ตรงตามบทประพันธ์ พร้อมช่วยเปิดมุมมองด้านของตัวละครให้กับคนที่เคยดูเวอร์ชั่นอื่นๆแล้วอีกด้วยนั้นเองครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ