Snowpiercer : ระบบชนชั้น และ การปฏิวัติ

Home / วิจารณ์หนัง / Snowpiercer : ระบบชนชั้น และ การปฏิวัติ

Snowpiercer

หลังจากทำหนังในบ้านเกิดได้ดิบได้ดี ทั้งหนังแนวแอ็คชั่น ดราม่า สัตว์ประหลาดอย่าง The Host หรือแม้แต่หนังดราม่าสุดเข้มอย่าง Mother ล่าสุดผู้กำกับ บงจุนโฮ ก็ได้เวลาก้าวสู่โกอินเตอร์ซะที กับหนังแนวแอ็คชั่น ดราม่า ทริลเลอร์ ที่มาพร้อมกับพล็อตแหวกแนวอย่าง Snowpiercer นั้นเองครับ

เรื่องราวของรถไฟแห่งอนาคต ที่ชื่อว่า “สโนว์เพียซเซอร์” ซึ่งออกเดินทางรอบโลกอย่างไร้จุดหมาย โดยใช้พลังงาน “เครื่องจักรนิรันดร์” ขับเคลื่อนไปท่ามกลางสภาพอากาศที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง จนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอาศัยอยู่ข้างนอกได้ อย่างไรก็ตามภายในขบวนรถไฟก็เกิดเป็นสังคมใหม่ ที่มีการแบ่งแยกชนชั้นและริดรอนสิทธิของมนุษย์ และนั่นเองก็ทำให้การปฏิวัติจากชนชั้นล่างกำลังจะอุบัติขึ้นในไม่ช้า นำทีมโดย เคอร์ติส ผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้เหลือแต่ความเท่าเทียม

หนังสร้างมาจากนิยายภาพ ที่ผู้กำกับ บงจุนโฮ ได้ไปพบเจอในร้านหนังสือเล็กๆแห่งนึง โดยเขาชื่นชอบอย่างมากจนยืนอ่านจนจบตั้งแต่อยู่ในร้าน พร้อมขอลิขสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 2006 แต่เพิ่งจะมีคิวว่างมากำกับเมื่อ 2-3 ที่ผ่านมานั้นเองครับ กับหนังแนวที่วิพากษ์วิจารณ์ระบอบชนชั้น เราคงเห็นอย่างได้มากในหนังฝรั่งไม่ว่าจะเป็น District 9, 2012 หรือแม้แต่ล่าสุดอย่าง Elysium แต่นั้นก็เป็นเพียงการแตะเรื่องราวของความเท่าเทียมในแบบที่หนังแฮปปี้ เอนดิ้ง ต้องการให้เป็นเท่านั้น ถ้าหากอยากจะได้รับรู้ถึงบทเรียนของคำว่า ระบบชนชั้น และ การปฏิวัติ ที่แท้จริง คงต้องมาพิสูจน์กับเรื่องนี้แล้วหละครับ

เพราะถ้าหากว่า The Dark Knight Rises เป็นการแสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของความเท่าเทียม Snowpiercer ก็คงเป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงระบบ ขั้นตอน และ วิธีการทำงานของมัน ผ่านการตะลุยด่านแต่ละชั้นของ เคอร์ติส ที่แต่ละขบวนรถไฟ เขาก็ยิ่งจะได้รับบทเรียนในเรื่องของ ความยุติธรรม ในแบบของ คนชนชั้นล่าง เข้าไปทุกที ซึ่งหนังแสดงให้เห็นถึงความหมาย และ ความน่ากลัว ของการปฏิวัติ ที่มีทั้งการสูญเสีย ความน่าผิดหวัง และรวมไปถึงการที่บั่นทอนให้ระบบความสมดุลของชนชั้นต้องพังทลายลง โดยยังไม่รวมถึงช่วงหักมุมของตัวหนังที่สามารถแจกแจงถึงความจำเป็นในระบบชนชั้น และ ความหายของคำว่า ปฏิวัติ ได้อย่างเจ็บแสบ แต่ยังสามารถพูดถึงเรื่องราวต้นตอของตัวหนังได้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองของเราได้ตอนนี้ จนเรียกได้ว่า ‘เข้าฉายถูกช่วง’ เพราะไม่ว่าจะเป็นนักดูหนังขาจร หรือ ขาประจำ ก็น่าจะอินกับตัวหนังที่เข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้ได้อย่างไม่ยาก

ที่เจ็บแสบที่สุดของตัวหนัง Snowpiercer คือการที่มันสามารถแสดงถึง ‘การปฏิบัติ’ ในแต่ละชนชั้นได้อย่างถูกต้องตรงตามโลกแห่งความเป็นจริง ในขณะที่พวกชนชั้นสูงอย่างตัวละครของ ทิลด้า สวินตั้น และผู้ตรวจการคนอื่นๆ มัวแต่กดขี่ชนชั้นล่าง และในขณะเดียวกันการที่ ชนชั้นล่าง ก็พยายามจะดิ้นรนตลอดเวลาเพื่อที่จะต่อสู้กลับคืนมา แต่ในเวลานั้นเอง ชนชั้นกลาง ที่เหล่าพระเอกฝ่าไปในแต่ละด่านนั้นหนังกลับให้ภาพที่เป็น ความนิ่งเฉย แสดงถึงไม่รู้ร้อนรู้หนาว เพราะตอนไม่ได้เป็นทั้งฝ่ายที่ได้ และ เสีย ซึ่งนั้นนับเป็นความเจ็บแสบ ที่หนังมอบให้กับคนดูได้อย่างแนบเนียน ถึงแม้จะไม่เน้นประเด็นที่จุดนั้นก็ตาม

โดยการปูบท พร้อมกับดำเนินเรื่องก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รอช้าของ Snowpiercer นับเป็นการหมั้นหมายที่ดี จนเปรียบเสมือนกับการเทกระจาดจิ๊กซอว์ให้คนดูหยิบเอามาต่อๆกันเอง ด้วยการอธิบายถึงระบบของ รถไฟ ก่อนที่เมื่อคนดูจะหมดหนทางในการต่อได้ ก็ค่อยๆหยิบยื่นตัวช่วย เปรียบเสมือนการที่พระเอกค่อยๆบุกไปข้างหน้านั้นเอง

ซึ่งในด้านฉากแอ็คชั่น ที่เปรียบเสมือนคนดูเล่นเกมส์ตะลุยด่าน ก็สามารถทำได้ตามสไตล์ของความเป็นหนังแอ็คชั่นแดนกิมจิ อารมณ์ดิบๆ เถื่อนๆ ไม่เน้นการบิ้วอารมณ์หรือยิงกันเลือดสาดกระจายตามสไตล์ฮอลลีวู้ด

นักแสดงที่ขนมาเล่นในเรื่องนี้ไล่ตั้งแต่ คริส อีเวนส์, เจมี่ เบลล์ และ จอห์น เฮิร์ท ต่างทำหน้าที่ และ ผลักดันคาแรกเตอร์ของตนเองไปได้ไกลกว่าชื่อของตน แต่ที่โดดเด่นมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นด้านของ ทิลด้า สวินตั้น ที่แสดงถึงวความบ้าคลั่งในอำนาจ และ พลังอานุภาพในการทำลายล้างได้ในระดับนิวเคลียร์ เช่นเดียวกับนักแสดงเกาหลีขาประจำของผู้กำกับอย่าง ซองคังโฮ และ โคอาซุง ที่เคยแสดงเป็นพ่อลูกกันมาแล้วใน The Host ก็ต่างทำหน้าที่เป็นตัวละครขโมยซีนของตัวเรื่องได้อย่างน่าประทับใจเช่นเดียวกับ โปรดักชั่น ของตัวหนัง และ การพูดถึงระบบที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์

เรื่องนี้ผมให้ 8.5/10 ครับ

โดย ลูกอบรสเขียด