The Secret Life of Walter Mitty เลิกฝันกลางวัน และลงมือทำให้เต็มที่

Home / วิจารณ์หนัง / The Secret Life of Walter Mitty เลิกฝันกลางวัน และลงมือทำให้เต็มที่

secret-life-walter-mitty-trailer-570x294

เบน สติลเลอร์ จัดได้ว่าเป็นนักแสดงตลกคนนึง ที่มีฝีมือในด้านงานกำกับ และ งานแสดงสูง ไม่ว่าจะเป็นการกำกับหนังตลกสุดฮิตทั้ง Tropic Thunder และ Zoolander หรือแม้แต่การแสดงนำในหนังดราม่าสุดเหงาทุกข์ Greenberg ซึ่งมาในผลงานใหม่ของเขาที่เป็นโปรเจ็คอีรุงตุงนังผ่านมือผกก. และ นักแสดง มามากหน้าหลายตา กับ The Secret Life of Walter Mitty ที่เคยเป็นหนังมาแล้วในปี 1947 ที่เขายังคงควบการกำกับเอง และ แสดงเองอีกเช่นเคย

หนังเล่าถึง วอลเตอร์ มิตตี้ ผู้ทำงานในบริษัทนิตรสาร Life ที่มีแผนจะปิดตัวลงเพื่อขยายไปเป็นในรูปแบบออนไลน์ในเร็ววัน และเพื่อที่จะนำรูปที่ 25 ของนักถ่ายภาพชื่อดังอย่าง ณอน โอคอนเนลล์ มาเป็นหน้าปกให้ได้ ทำให้เขาต้องเลิกนิสัยการฝันกลางวันที่เขามักเป็นอยู่บ่อยๆ และออกไปท่องโลกกว้างเพื่อทำความรู้จักตัวเอง และ ผู้อื่น

ในฉบับนี้นอกจากมี เบน สติลเลอร์ เป็นผู้กำกับและนำแสดงเองแล้ว ยังมี คริสเต็น วิกก์ และ ณอน เพนน์ มาร่วมสร้างสีสันด้วย ซึ่งดูจากตัวอย่างแล้วใครหลายคนคงจะดูออกว่ามันคงเป็นหนังแนวให้กำลังใจแก่คนที่กำลังท้อแท้ ไม่ก็เป็นหนังที่ปลุกระดมความฝันของคนที่กล้าคิดแต่ไม่กล้าทำ ซึ่งนั่นก็ดูเหมือนจะเป็นคำตอบ และ แกนหลัก ที่ถูกต้องแล้วของ The Secret Life of Walter Mitty เพราะดูเหมือน เบน สติลเลอร์ จะไม่ได้ต้องการหยิบยกเอาวัตถุดิบทั้งหมดที่ในหนังควรจะมี มายัดเยียดให้ดูยาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ ปรัชญา และ ความตื้นเขินของเส้นแบ่งเรื่องความจริง และ ความฝัน แต่ เบน สติลเลอร์ กลับเลือกที่จะถ่ายทอดตัวหนังเรื่องนี้ของเขา ให้ออกมาดูเข้าใจง่าย และ เสริมสร้างกำลังใจอย่างตรงไปตรงมาให้กับผู้ที่กำลังท้อแท้

กำลังคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นไร้ค่า เพียงแต่ว่าความจริงแล้วมันรอแค่วันเวลาที่จะมีคนมายกย่องให้ออกหน้าออกตาเท่านั้น ซึ่งเทคนิคลูกเล่นในประเด็นเรื่อง จินตนาการ และ โลกความจริง จัดเป็นส่วนที่สามารถผลักดันให้ตัวหนังได้โชว์พลังด้านภาพ และ มิติ อันหลุดโลกของหนังได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงงานถ่ายภาพของตัวหนังในฉากออฟฟิศ ที่เน้นความลึก และ มุมมองจากด้านบน ก็ดูเหมือนว่า เบน สติลเลอร์ พยายามจะให้มีอารมณ์ความเป็นเรื่องของพนักงานออฟฟิศที่ดูกว้างขวางไม่ต่างจาก The Apartment ที่เป็นหนังที่เขาหยิบยกเอามาเป็นต้นแบบ เช่นเดียวกับการเลือกหยิบเอาเพลง และ ดนตรีประกอบหนัง ก็จัดได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่ต่างผลักดันให้คนดูหลงรักตัวหนังเรื่องนี้ได้อย่างไม่ยากเช่นกัน

โดยทีมนักแสดงเรื่องนี้ นอกจาก เบน สติลเลอร์ ที่ต้องแบกรับตัวหนังด้วยความเป็นดราม่า และ ตลกข่มขืน ไว้คนเดียวแล้ว ทางด้านนักแสดงสาวอย่าง คริสเต็น วิกก์ ก็ถ่ายทอดบทบาทของตัวเองออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ ไม่น่ารำคาญ เช่นเดียวกับการดึงเอา เชอร์ลีน แม็คเลน จาก The Apartment มารับบท แม่ ก็เป็นความน่ารัก และ อบอุ่น ที่ไม่ต่างอะไรจากโทนหนังทั้งเรื่องนั้นเองครับ

เรื่องนี้ผมให้ 7.5/10 ครับ