Captain Phillips : 2 ด้านสำหรับทุกเรื่อง

Home / วิจารณ์หนัง / Captain Phillips : 2 ด้านสำหรับทุกเรื่อง

Tom Hanks

หลังจากเข้าฉายในอเมริกาไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และก็เป็นตัวหนังที่ค่อนข้างจะม้ามืดพอสมควรสำหรับ Captain Phillips ที่ได้การเก็งจากนักวิจารณ์และวิเคราะห์หลายสำนักว่าสมควรติดอยู่ในหนัง ยอดเยี่ยม และ ทอม แฮงค์ ได้มอบการแสดงที่ดีอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนอีกด้วย ซึ่งตอนนี้หนังก็เข้าฉายในไทยเรียบร้อยแล้ว

Captain Phillips สร้างจากเรื่องจริงของกัปตัน ริชาร์ด ฟิลลิปส์ ที่เกิดขึ้นในปี 2009 เมื่อเรือบรรทุกสินค้า Maersk Alabama ถูกโจรสลัดโซมาเลียบุกยึด พร้อมจับกัปตันและลูกเรือเป็นตัวประกัน นับเป็นเรือสัญชาติอเมริกันลำแรกในรอบ 200 ปีที่ถูกยึดและกลายมาเป็นข่าวดังไปทั่วโลก จากฝีมือการเขียนบทของ บิลลี เรย์ (Billy Ray) และอิงโครงเรื่องจากนิยาย A Captain’s Duty: Somali Pirates, Navy SEALs, and Dangerous Days at Sea ของ ริชาร์ด ฟิลลิปส์ (Richard Phillips) และ สเตฟาน ทอลธี (Stephan Talty) ในขณะที่มี สก็อต รูดิน (Scott Rudin), ดานา บรูเน็ตติ (Dana Brunetti) และ ไมเคิล เดอ ลูคา (Michael De Luca) เป็นโปรดิวเซอร์ จาก Magnolia

หนังเป็นผลงานของผกก. พอล กรีนกราส ที่เคยฝากผลงานไว้ในหนังชุด เจสัน บอร์น ภาค Supremacy และ Ultimatum มาแล้ว รวมไปถึงการนำเอาเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับ 9/11 มาเล่าได้อย่างตึงเครียดจนครองใจคนดูไปทั่วสำนักในหนัง United 93 โดยในผลงานใหม่อย่าง Captain Phillips ผกก. พอล กรีนกราส ก็ได้ดึงเอานักแสดงที่ไม่เคยใช้มาก่อนอย่าง ทอม แฮงค์ มาแสดงนำ ซึ่งจากชื่อเรื่อง และ รวมไปถึงโปสเตอร์ที่ใครหลายคนเดินผ่านในทีแรก ก็คงต่างคิดว่ามันเป็นเพียงหนังแนวแอ็คชั่น ดราม่า ที่สร้างมาจากเรื่องจริงสุดแสนธรรมดา แต่หารูปไม่ว่าแท้จริงแล้ว ผู้กำกับ พอล กรีนกราส ได้ยกระดับให้ตัวหนังสูงกว่าชื่อเรื่องที่ไม่น่าสนใจได้อย่างหลายเท่า ซึ่งถ้าหากไม่นำเอาตามโครงเรื่องจริง ที่เราๆคนดูก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในเรือลำนั้นอย่างซื่อตรงบ้าง

Captain Phillips ก็จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานมาสเตอร์พีชของ พอล กรีนกราส ได้ไม่แพ้กับ United 93 ในด้านการบีบอารมณ์ แต่ก็มีความเป็นฉากแอ็คชั่นขายตลาดอย่าง เจสัน บอร์น อยู่เป็นจังหวะ ซึ่งเมื่อทั้ง 2 อย่างรวมกันแล้ว พอล กรีนกราส ก็สามารถแบ่งครึ่งปั่นผสมให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านฉากแอ็คชั่นที่ยังคงคอนเซ็ปต์อารมณ์การถ่ายทำแบบดิบๆด้วยกล้องแบบ Hand-Held เพื่อความสมจริง ที่นอกจากจะนำพาคนดูให้รู้สึกเครียด กดดัน และ มันส์ไปกับหนังได้แล้ว เมื่อถึงช่วงอารมณ์ฉากสถานการณ์บีบคั้น และ ดราม่าของตัวหนัง ผู้กำกับก็สามารถดึงเอาสิ่งที่ปูมาไว้ตั้งแต่ต้นมาสร้างความอิมแพ็ค กระจายออกให้คนดูได้อย่างทั่วถึง

โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่พูดไม่ได้คงหนีไม่พ้นการเล่าถึงตัวละครทั้ง 2 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่าย กัปตัน ฟิลลิปส์ หรือแม้แต่ โจรสลัดโซมาเลีย ที่ไม่เชิงเข้าข้างใคร หรือเสนอคำว่า ชัยชนะ ที่ออกนอกหน้า แต่กลับกลายเป็นเหมือนกับการว่า ผู้กำกับได้ปล่อยคนดูไปลอยไว้กลางทะเล และอยากจะปีนขึ้นไปเอาใจช่วยฝั่งไหนมากกว่ากันเสียมากกว่า เพราะกาให้ความสำคัญถึงปัญหาด้านครอบครัวของกัปตัน หรือแม้แต่ปัญหาการมุ่งเอาตัวรอดที่ไม่ได้หวังจะทำร้ายใครของ โจรสลัดโซมาเลีย ก็ต่างมีน้ำหนัก และตอกย้ำในด้านของการเสนอถึงปัญหาชนชั้นได้อย่างถูกวิธี

ซึ่งการแสดงของ ทอม แฮงค์ ยังคงเป็นอีกสิ่งที่ไม่พูดไม่ได้ เพราะเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นไม่แพ้กับภาพเคลื่อนไหวที่มีอยู่บนจอ นั้นคือช่วง 15 นาทีสุดท้ายของหนัง ที่ปล่อยให้ ทอม แฮงค์ ได้ปล่อยของอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับคนดูที่หลังจากอัดอั้นความรู้สึกที่เครียด กดดัน มาเป็นระยะๆ ไม่ต่างอะไรกับ บาร์คเฮด อับดิ ผู้ที่แสดงเป็นหัวหน้าโจรสลัด โซมาเลีย ที่วาดลวดลายได้ไม่แพ้กับ ทอม แฮงค์ ตั้งแต่ฉากแรกที่เจอกันเลยก็ว่าได้

เรียกได้ว่านอกจาก Captain Phillips จะเป็นหนังที่มอบความบันเทิงให้กับคนดูได้อย่างเต็มอิ่ม ตัวหนังยังเปิดกว้างทางมุมมองที่ไม่จำกัด และมีอารมณ์ลูกเล่นของตัวหนังที่อยู่ในขั้นชิ้นโบว์แดงของผู้กำกับเลยก็ว่าได้ครับ

เรื่องนี้ผมให้ 10/10 ครับ