The Tiger Mask : โลกในอุดมคติ

Home / วิจารณ์หนัง / The Tiger Mask : โลกในอุดมคติ

THE TIGER MASK

หน้ากากเสือ หลังจากเป็นหนังสือการ์ตูนมวยปล้ำ ที่คลาสสิคและมีแฟนๆติดตามมายาวนาน ก็ไม่คิดว่าในที่สุดจะได้เห็นวันนี้เมื่อมันได้ถูกเอามาสร้างเป็นหนังใหญ่ แต่กลับน่าเสียดายที่อาจจะดัดแปลงไม่ตรงตามการ์ตูนนักกับด้านชุดของตัวหน้ากากเสือ ที่ทางผกก.บอกว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากฮีโร่ของมาร์เวล

เรื่องราวของเด็กกำพร้า ดาเตะ นาโอโตะ (เออิจิ เวนท์ซ) ที่ได้รับการฝึกฝนจาก “ถ้ำเสือ” องค์กรชั่วร้ายที่ฝึกฝนเด็กหนุ่มให้กลายเป็นสุดยอดนักมวยปล้ำอาชีพสุดโหด หลังจาก นาโอโตะ เติบโตเป็นผู้ใหญ่และรอดชีวิตมาจากการฝึกอันโหดเหี้ยมของถ้ำเสือ เขาก็ได้ใช้ฝีไม้ลายมือ และความเหี้ยมเกรียมสร้างความฮือฮาให้กับวงการมวยปล้ำญี่ปุ่น แต่แล้วเมื่อเขาได้พบกับวิถีชีวิตภายนอก รวมถึงได้รู้จักกับผู้หญิงที่ ชื่อ รูริโกะ (นัตสึนะ วาตานาเบ้) เขาก็ตัดสินใจออกจากองค์กรและแปรพักตร์เข้ากับฝ่ายธรรมะ แต่มันก็ทำให้เขาต้องถูกตามล่าจากองค์กรถ้ำเสือ ที่ส่งสมุนฝีมือดีมากมาย โดยหมายจะสังหารหน้ากากเสือต่อหน้าผู้ชมบนสังเวียนต่อสู้

หนังกำกับการแสดงโดย เคน โอชิเออิ รวมถึงได้นักแสดงหนุ่มอย่าง เอลจิ เวนซ์ มารับบทนำ ซึ่งโดยส่วนตัวผมนั่นไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้กับการ์ตูนชุด หน้ากากเสือ สักเท่าไหร่ เคยก็พอจะมีแต่อ่านผ่านหูผ่านตามาพอควรเท่านั้น ซึ่งสำหรับฉบับหนังใหญ่ครั้งแรกของ หน้ากากเสือ แฟนๆหลายคน และอาจจะรวมไปถึงคนดูทั่วไป อาจจะมองเห็นปัญหาหลักใหญ่ที่สุดของตัวหนัง ดูจะเป็น ชุดของหน้ากากเสือ ที่ถอดรูปมาประหนึ่งเป็น ไอร่อนแมน ด้วยการอัพเกรดมีทั้งพลังความเร็ว ความชำนาญในการต่อสู้ จนลืมภาพเก่าๆของหน้ากากเสือไปได้เลย แต่เอาเข้าจริงๆดูเหมือนว่าปัญหาหลักของหนังมันจะไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นนะสิ

ด้วยการที่หนังหน้ากากเสือพยายามจะเล่าตั้งแต่เด็กยันโต ของตัวละคร นาโอโตะ เพื่อพยายามให้คนดูรู้ความเป็นมาเป็นไป ภายในเวลาจำกัดเพียง 90 กว่านาที เพราะฉะนั้นจึงแน่นอนอยู่แล้วว่าอาจจะไม่สามารถใส่สารทุกอย่างเข้าไปอย่างครบถ้วนได้อย่างจำเป็น แต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดของตัวหนัง คงจะหนีไม่พ้นการที่หนังเอาจริงเอาจังกับการปูปมในช่วงวัยเด็ก ของตัวละคร เอาไว้มาก แต่เมื่อหนังก้าวหลักสู่วัยโต กลับละเลยที่จะหยิบเอาปมปัญหานั้นมาเล่นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการนาโอโตะ เคยอยู่แต่ในโลกที่อุดมไปด้วยความเป็น คอมมิวนิสต์ และชั่วร้าย แต่พอถูกปล่อยตัวออกมาอยู่กับโลกภายนอก กลับไม่มีท่าที หรือสถานการณ์อึดอัดอะไรต่อโลกภายนอกให้เราได้เห็นเลย

หรือแม้แต่เรื่องราวของความยุติธรรม ในอุดมคดิของตัวละคร ก็ดูเหมือนตัวหนังจะจับเอาแค่ผิวเผิน และหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวของ การล้างแค้น จนลืมความหมายที่แท้จริงของมันไป ในขณะที่ฉากแอ็คชั่นที่ดูเหมือนจะเป็นจุดขายย่อยๆของตัวหนัง ที่พยายามโดดเด่นด้วยลูกเล่นเหมือนคนดูกำลังเล่นเกมส์มวยปล้ำ ก็สามารถสร้างความตื่นตา และ สนุกสนาน ได้ในช่วงแรก เพราะน่าเสียดายเมื่อเข้าสู่ช่วงหลัง ตัวละครคู่ต่อสู้ของ หน้ากากเสือ ที่น่าจะดูมีความน่าเกรงขาม กลับกลายเป็นตัวร้ายที่มีคอสตูมตลกๆเสียมากกว่าครับ

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ