Jack Ryan: Shadow Recruit นับหนึ่งเริ่มใหม่ กับยอดสายลับไร้เงา

Home / วิจารณ์หนัง / Jack Ryan: Shadow Recruit นับหนึ่งเริ่มใหม่ กับยอดสายลับไร้เงา

Jack-Ryan-Shadow-Recruit-High-Res-Photo-Chris-Pine-Laptop-1024x682

บรรดาสายลับสุดหล่อมากหน้าหลากตา ไม่ว่าจะเป็นทั้ง อีธาน ฮันท์, เจมส์ บอนด์ หรือแม้แต่ เจสัน บอร์น ก็ต่างจะมีเทคโนโลยีเจ๋งๆ และ ทักษะในการต่อสู้ เอาไว้ช่วยเหลือให้พวกเขารอดจากอันตรายได้เสมอ แต่กลับไม่ใช่กับสายลับนามว่า แจ็ค ไรอัน ที่เราคงรู้จักเขาดีจากหนังชุดของ อเล็กซ์ บอลวิน ใน The Hunt for Red October และ แฮร์ริสัน ฟอร์ด ใน Patriot Games ที่โด่งดังมาแล้ว โดยในบัดนี้สายลับผู้นี้กำลังจะได้เริ่มนับหนึ่งใหม่กับ Jack Ryan: Shadow Recruit ที่จะพาย้อนไปรู้จักกับเขาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น

หนังเป็นเรื่องราวของ แจ็ค ไรอัน (คริส ไพน์) เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ของซีไอเอ ที่ได้รับมอบหมายให้ไปเป็นสายลับในรัสเซีย และได้พบว่าเศรษฐกิจของอเมริกากำลังจะถูกค­ุกคามโดยมหาเศรษฐี วิคเตอร์ เชเรวิน (เคนเน็ธ บราน่าห์) แจ็ค ต้องยับยั้งการกระทำของเขาให้ได้ก่อนที่เห­ตุการณ์จะลุกลามโดยได้รับการสนับสนุนจาก วิลเลี่ยม ฮาร์เปอร์ (เควิน คอสเนอร์) สายลับจอมเก๋า ที่เป็นผู้ฝึกสอนของแจ็ค เรื่องราวซับซ้อนขึ้นเมื่อ เคธี่ ไรอัน (เคียร่า ไนท์ลี่ย์) ภรรยาคนสวยของแจ็คเข้ามาเกี่ยวข้องและกำลังอยู่ในอันตรายจนเขาต้องหยุดยั้งมันให้ได้

หนังกำกับการแสดงโดย เคนเน็ธ บราน่าห์ จาก Thor ที่เรื่องนี้เขายังลงมาเล่นเป็นตัวร้ายเองเสียด้วย โดยถ้าหากใครได้ดูหนังเรื่องก่อนๆของสายลับ แจ็ค ไรอัน จะรู้ว่าเขาเป็นสายลับน้อยคนนักในหนังฮอลลีวู้ด ที่ส่วนมากจะเน้นในการใช้มันสมองเพื่อแก้ไข และ วิเคราะห์ มากกว่าจะลงไปบู๊ในภาคสนาม และความสนุกของหนังชุดนี้คือการที่เราได้เห็นพระเอกคิดวิเคราะห์ถึงจุดที่พลาดไป และโต้กลับตัวร้ายด้วยสติปัญญา ซึ่งผกก. บราน่าห์ เพื่อที่จะยกระดับรีบู๊ตให้กับหนังชุดนี้ใหม่หมด นอกจากจะดูหนังทั้ง 4 เรื่องแล้ว เขายังอ่านหนังสือทั้ง 13 เล่มของชุด แจ็ค ไรอัน เพื่อที่จะนำมาสร้างสรรค์ตัวละคร และบทหนังในภาคนี้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหนังสือของ ทอม แคลนซี่ เลยด้วย

และผลลัพธ์ของการคิดเอง ทำเอง ของผกก. เคนเน็ธ บราน่าห์ ก็ดูเหมือนจะได้ผลมากกว่าที่เคยสบประหม่าไว้จากตัวอย่าง และ หน้าหนัง อยู่มากพอสมควร เพราะแท้จริงแล้ว แจ็ค ไรอัน ในภาคนี้ นอกจากจะสามารถดึงเอาเสน่ห์เก่าๆในภาคก่อนๆมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า มันยังเป็นความบันเทิงแบบที่คาดไม่ถึงอีกด้วย

โดยการที่ตัวหนังนั้นเทเวลาเกือบ 3/4 ให้กับการปูบท และ จัดเต็มฉากแอ็คชั่นให้กับช่วงท้าย ถือว่าเป็นการเดินหมากที่ถูกต้อง เพราะในช่วงเวลาที่ปูบทของตัวหนัง ผู้กำกับ เคนเน็ธ บราน่าห์ นอกจากจะพาคนดูไปรู้จักกับแรงขับเคลื่อน และ มุมมองของ แจ็ค ไรอัน เป็นอย่างดี หนังยังเทน้ำหนักมาที่ฝั่งตัวร้ายอย่าง วิคเตอร์ ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ พร้อมกับวิจารณ์ และ เสียดสีปัญหาเรื่องราวของ ชาติ และ การเมือง ที่เป็นเฉือนคมกันระหว่าง 2 ตัวละคร ที่มีแรงขับเคลื่อนเป็น ‘ชาติ’ ไปในคนละมุมมอง ซึ่งนอกจากนั้นหนังยังสร้างสงครามเย็น และ การตั้งคำถาม ‘จะทำอย่างไรถ้าเศรษฐกิจโลกล่มสลาย’ ได้อย่างสนุกสนานและน่าติดตาม

และเมื่อตัวหนังหลุดพ้นไปจากการปูบท และ ตัวละคร พอที่จะให้คนดูเข้าใจถึงตัวละคร แจ็ค ไรอัน ชายหนุ่มธรรมดาที่มีรัก เจ็บ กลัว อย่างพอสังเขป หนังก็ไม่ออมมือ พร้อมยัดฉากแอ็คชั่นแบบต่อเนื่องมาให้คนดูไม่ได้พักหายใจเกือบ 30 นาทีเลยทีเดียว

การรับบทเป็น แจ็ค ไรอัน ของ คริส ไพน์ ถือว่าเป็นการสร้างตัวละครนี้ขึ้นมาใหม่ในช่วงวัยหนุ่มได้อย่างน่าสนใจกำลังดี แต่ที่กินขาดจริงๆสำหรับตัวหนังคงต้องยกให้ เควิน คอสเนอร์ ในบท วิลเลี่ยม ฮาร์เปอร์ ที่เปิดให้คนดูเข้าถึงตัวละครนี้ได้ไม่แพ้กับ แจ็ค เช่นเดียวกับตัวละครของผกก. เคนเน็ธ บราน่าห์ อย่าง วิคเตอร์ ที่สามารถสร้างความน่าเกรงขามจนรู้สึกได้ว่านี่เป็นคู่ต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง โดยเฉพาะหลายๆฉากที่ผู้กำกับเลือกที่จะใช้มุมกล้องมาเสริมสร้างความดุร้ายให้กับตัวละครนี้ด้วยครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ