All Is Lost : เมื่อทุกอย่างสูญสิ้น

Home / วิจารณ์หนัง / All Is Lost : เมื่อทุกอย่างสูญสิ้น

all-is-lost-robert-redford

จัดได้ว่าเป็นหนังที่ได้ยินเสียงคำชมมาตั้งแต่ยามไกลสำหรับ All is Lost ที่ตอนแรกได้รับการคาดการณ์จากการเข้าชิง ออสการ์ อย่างต่ำก็หลายรางวัล แต่ท้ายสุดก็กลับชวดเหลือแค่รางวัลเดียว โดยเฉพาะ นักแสดงนำชายอย่างลุง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ก็พลาดไปกับเขาด้วย ทั้งที่จริงแล้วเรื่องนี้ลุงเขาทุ่มสุดตัว และเป็นการแสดงที่ดีที่สุดในรอบหลายปีเลย

All is Lost เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดบนเรือ เมื่อทั้งเครื่องนำทางและวิทยุสื่อสารเสียไป ทำให้เขาหลงทางเข้าไปเจอกับพายุรุนแรง ด้วยความพยายามและสัญชาตญาณการเป็นนักเดินเรือทำให้เขาพออุดรอยรั่วบนเรือจนรอดตัวไปได้ อย่างไรก็ตาม เขาเหลือแค่เพียงแผนที่เป็นที่พึ่งให้เขาไปยังจุดหมายได้เท่านั้น จึงได้แต่หวังว่าคลื่นลมของทะเลจะพัดพาเขาไปเอง แต่เสบียงที่ร่อยหรอและฉลามที่วนเวียนรออยู่ ก็ทำให้เขาต้องยอมรับว่าจุดจบของตัวเองอาจมาถึงในไม่ช้า หรือเขาจะสู้เพื่อเอาตัวรอด!

หนังกำกับการแสดงโดย เจ ซี ชานดอร์ ที่เคยเปิดตัวหนังสุดคมเรื่องแรกของเขาอย่าง Margin Call แล้วก็พาตัวเองเข้าชิงออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปแบบไฟแรงแซงทางโค้ง มาในเรื่องนี้เป็นหนังขนาดยาวเรื่องที่ 2 สำหรับเขา และก็ยังมีไอเดีย+แนวคิดที่คงความหนักแน่นไม่มีเปลี่ยน กับหนังที่ให้ลุงโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เล่นเองอยู่คนเดียวทั้งเรื่อง (ซึ่งไม่เคยมีหนังเรื่องไหนทำแบบนี้มา 100 กว่าปีแล้ว) แถมหนังยังมีบทความยาวเพียง 32 หน้า ซึ่งล้วนๆก็ต้องให้นักแสดงด้นสดเอาอยู่หลายฉาก ซึ่งที่ผ่านๆมาเราคงเคยดูหนังเอาตัวรอดจากสถานการณ์ปิดตายมาหลายเรื่องเช่น 127 Hours หรือไม่ก็ล่าสุดอย่าง Gravity ที่หนักมักจะพาเราไปติดอยู่กับสถานการณ์คับขันไม่ต่างจากตัวละคร แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนเลยที่แสดงออกอย่างตามเวลาจริง (Real Time) เพราะมันต่างมีทั้ง Flashback และสถานการณ์อื่นๆมาพาคนดูออกจากห้องปิดตาอยู่เสมอ

แต่กลับไม่ใช่กับ All is Lost ที่ตลอดความยาวเกือบ 2 ชม. หนังพาคนดูอยู่บนเรือพร้อมกับ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด แบบไม่หนีไปไหนตลอดทั้งเรื่อง เราไม่มีทางที่จะหนีออกจากเรือเล็กๆลำนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการเล่าเรื่องแบบ Real Time ที่น่าประทับใจ และ น่าทึ่งที่สุดในรอบหลายปี กับความกล้าที่จะพาคนดูไปสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ แถมการที่หนังไม่ได้แนะนำให้คนดูรู้จัก ชายหนุ่ม ตัวเอกของเรื่องมาก่อน ก็ยิ่งสามารถตีความถึงมุมมองการเอาตัวรอด หรือ ความสิ้นหวัง ของเขาได้อย่างตามใจชอบ จนไม่แปลกถ้าหากคนดูจะหลงรัก และ เอาใจช่วยเขา ถึงแม้เราจะไม่ทราบพื้นหลังชีวิตของชายคนนี้เลยว่า แต่งงาน, ฆาตรกร, โรคจิต หรือ อะไรก็ตาม สิ่งเดียวที่เรารู้จากเขาคือ ‘กูจะรอด’ ก็เท่านั้น

หนังยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นใหญ่ของ ธรรมชาติ ที่มนุษย์เรานั้นละเลยมาตลอด ควบคู่ไปกับระบบภาพ และ เสียง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่หนังให้ความสำคัญได้อย่างไม่ลดละ และก็เป็นเพราะว่าหนังไม่สามารถให้ชายหนุ่มบนพึมพำกับตัวเอง เพื่อถ่ายทอดสถานการณ์ตอนนั้นให้กับคนดูเข้าใจได้ (เพราะไม่งั้นก็ไม่ต่างอะไรจากคนบ้า) ลุง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด จึงต้องแสดงสีหน้าและท่าทาง ต่อสถานการณ์ตรงหน้าที่เผชิญให้คนดูได้รับรู้อย่างถูกต้อง โดยถึงแม้จะเป็นงานหนักที่ เรดฟอร์ด ยังยอมรับว่าเป็นบทที่ยากที่สุดในรอบหลายปี แต่หนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่าเขาก็ยังสามารถทำหน้าที่ นักแสดง ได้ดีไม่แพ้ในฐานะ ผู้กำกับ เลยทีเดียว

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ