Pompeii : รักต้องห้าม กับมหาวิบัติแห่งภูเขาไฟ

Home / วิจารณ์หนัง / Pompeii : รักต้องห้าม กับมหาวิบัติแห่งภูเขาไฟ

pompeii-super-bowl-trailer-2014-video-lead

เป็นโปรเจคที่ พอล ดับบิวเอส แอนเดอร์สัน ผู้กำกับขาลุยจาก Resident Evil รอปลุกปั้นมานานหลายปี กับ Pompeii ตัวหนังที่หยิบเหตุการณ์จริงของเมือง ปอมเปอี ที่ถูกภูเขาไฟถล่มราบจนเหลือแต่ซากในสมัยอดีต ซึ่งตัวหนังได้หนุ่ม คิท แฮร์ริงตั้น จาก Game of Thrones มารับบท ร่วมด้วย เอมิลี่ บราวนิ่ง จาก Sucker Punch นั้นเองครับ

ย้อนกลับไปในอาณาจักรโรมันโบราณ ณ มหานครปอมเปอีที่ยิ่งใหญ่ เรื่องราวชีวิตของทาสหนุ่มนามว่าไมโล(คิท แฮริงตัน) ผู้ใฝ่ฝันอยากจะเป็นไท ชีวิตของเขาต้องเผชิญกับความโศกเศร้าเมื่อ แคสเซีย(เอมิลี่ บราวน์นิ่ง) สาวงามจากชนชั้นสูงผู้เป็นที่รัก กำลังจะถูกบังคับให้แต่งงานกับบุตรชายของเศรษฐี และตัวเขาก็กำลังจะถูกขายเป็นทาสให้กับเจ้านายคนใหม่ แต่ทว่าหายนะชีวิตที่เลวร้าย อาจยังเทียบไม่ได้กับมหันตภัยครั้งสำคัญ เมื่อภูเขาไฟวีซูเวียสเกิดปะทุขึ้น พร้อมระเบิดลาวาอุณหภูมิกว่า 1000 องศา เข้าเผาผลาญทำลายทั้งเมือง ไมโลตัดสินใจที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยหญิงสาวที่เขารัก ในภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดแห่งประวัติศาสตร์มนุษยชาติครั้งนี้

ซึ่งถ้าหากใครเป็นแฟนของ พอล ดับบิวเอส แอนเดอร์สัน คงจะรู้ว่าผลงานในแนวของเขาส่วนมากจะเป็นหนังแนวแอ็คชั่น สยองขวัญ โดยถ้าหากไม่นับ Resident Evil หนังที่สร้างชื่อให้เขาอย่าง Event Horizon และรวมไปถึงหนังแอ็คชั่นดิบๆอย่าง Death Race หรือการดัดแปลงวรรณกรรมอย่าง สามทหารเสือ ที่เพิ่งเข้าฉายไป ก็จัดได้ว่าเป็นหนังที่ให้ความบันเทิง แบบดูสนุก มันส์ ตามสไตล์หนังแมสป๊อปคอร์น ที่คนดูทั่วไปมักจะถูกใจ แต่ในผลงานใหม่ของเขาอย่าง Pompeii ถึงจะถูกโปรโมทด้วยภาพภัยพิบัติ และการถล่มเมืองของ ภูเขาไฟ ก็อย่าเพิ่งเอ๊ะใจไปว่าจะเป็นหนังนาย จอน สโนว์ มาต่อสู้กับภัยธรรมชาติ เพราะที่จริงแล้วมันเป็นหนังโรแมนติค ตามกลางภัยพิบัติไม่ต่างอะไรจาก Titanic เวอร์ชั่นเจอภูเขาไฟแทน

โดยการผันตัวมาทำหนังที่เน้นแนว ดราม่า โรแมนติค ครั้งแรกของ พอล ดับบิวเอส อาจจะไปไม่สวยงามนักในแง่ของการหวังผลประโยชน์ เพราะเนื่องตัวหนังให้เวลาน้อยนิดแก่การพูดถึงเรื่องความรัก โรแมนติค ระหว่างคู่พระนาง ในขณะเดียวกันที่ตัวหนังมันยังต้องพูดถึงการไต่เต้าของ พระเอก กว่าจะมาเป็นนักรบ จึงทำให้เวลาที่ต้องมาเบียดกันนั้นต้องทำให้เรื่องรักข้ามชนชั้น ระหว่างพระนาง ยังดูไม่เข้มข้นเท่าที่ควร

แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากว่ากันตามเนื้อผ้าของหนัง สำหรับใครที่คิดจะไปดูเอาบันเทิงผ่านฉากภัยพิบัติ และการสู้รบ ที่มีส่วนผสมของความเป็น Gladiator และ Titanic ก็อาจจะจัดได้ว่าไม่ผิดหวัง เพราะหนังอัดเต็มอิ่มความวินาศของเมือง ปอมเปอี ไว้ใน 30 นาทีสุดท้ายได้อย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็น ภูเขาไฟ, สึนามิ หรือแม้แต่ หินถล่ม ผสมผสานกับการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์แบบเว่อร์ๆโม้ๆ ที่ถูกใจคอแอ็คชั่นและขาจรอย่างแน่นอน ซึ่งทางด้านพระนางอย่าง จอน สโนว์ / คีธ แฮร์ริงตั้น และ เอมิลี่ บราวนิ่ง อาจจะไม่มีเคมีให้ต่อกันในฉากที่ทั้งคู่ต้องร่วมจอ แต่เมื่อแยกเดี่ยว แฟนๆของทั้ง 2 คน ทั้งในซีรี่ย์ และ ภาพยนตร์ ก็รับรู้ได้ถึงพลังดาราที่ตัวเองรักได้อย่างไม่ถดถอย เช่นเดียวกับ คีเฟอร์ ซูเธอร์แลน จาก 24 ที่มารับบทเป็นตัวร้ายในเรื่องนี้

ในด้านระบบ 3D ของตัวหนัง ซึ่งเป็นจุดขายอีกอย่างของผกก. พอล ดับบิวเอส ก็ยังคงสามารถทำออกมาได้ในระดับมาตรฐาน โดยเฉพาะมีความเอื้อเฟื้ออยู่จำนวนมากกับฉาก ภัยพิบัติ และ สู้รบ ที่สามารถทำให้คนดูรู้สึกถึงอารมณ์ได้อย่างเต็มอิ่ม และ เต็มตา มากขึ้น ถึงแม้อาจจะยังขาดแคลนฉากทะลุจอแบบในหนังชุด Resident Evil อยู่บ้างก็ตาม แต่มันก็เป็นอีกระบบที่จะทำให้คุณสนุกกับหนังมากขึ้นก็เป็นได้

เรื่องนี้ผมให้ 6.5/10 ครับ