Divergent : จงเลือกที่จะเป็น

Home / วิจารณ์หนัง / Divergent : จงเลือกที่จะเป็น

DIVERGENT_8

จัดได้ว่าเป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายอีกเรื่อง ที่หลายคนให้การเก็งไว้ตั้งแต่เริ่มว่ามันจะเป็น ฮังเกอร์ เกมส์ เรื่องต่อไป สำหรับ Divergent ที่ในตอนนี้ภาคแรกก็ได้เข้าฉายในบ้านเราเป็นเรียบร้อย ก่อนที่ไม่กี่ปีให้หลังจะตามมาด้วยภาค 2 และ 3 ตามในนิยายต้นฉบับนั่นเอง

Divergent ไดเวอร์เจนท์ คนแยกโลก ถ่ายทอดเรื่องราวของมนุษย์ในโลกอนาคตที่ถูกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มตามทักษะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ได้แก่ “กลุ่มผู้ปกครอง” (Abnegation-แอบเนเกชั่น) “กลุ่มรักสันติ” (Amity-อะมิตี้) “กลุ่มทรงปัญญา” (Erudite-อีรูไดท์) “กลุ่มผู้คุมกฎ” (Candor-แคนเดอร์) และ “กลุ่มผู้กล้า” (Dauntless-ดอนท์เลส) โดยแต่ละกลุ่มต่างมีบทบาทในการสร้างความสมดุลย์เพื่อความสงบสุขของอนาคตโลก  และเมื่อใครก็ตามที่อายุครบ 16 ปี จะต้องเข้ารับ “การทดสอบทักษะ” ครั้งตัดสินชีวิต เพื่อทดสอบว่าแท้จริงแล้วตนเองเหมาะสมที่จะ อยู่กับกลุ่มไหน รวมไปถึงเด็กสาวอย่าง เบียทริซ ไพร์เออร์ หรือ ทริซ เธอเติบโตมาในกลุ่มผู้ปกครอง และเมื่ออายุ 16 ปี เธอจึงเข้ารับการทดสอบ แต่ปรากฏว่าผลการทดสอบของเธอสร้างความตกตะลึง เพราะเธอสามารถใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มต่าง ๆ ถึง 3 กลุ่มนั่นคือ กลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มผู้กล้า และกลุ่มทรงปัญญา ซึ่งคนที่เป็นเช่นนี้จะถูกเรียกว่า “ไดเวอร์เจนท์” และถือเป็นคนที่อันตรายต่อโลกเพราะพรสวรรค์ที่เหนือกว่าใครอาจทำอันตรายต่อ ผู้อื่นได้ และสามารถแทรกซึมไปสร้างความวุ่นวายในกลุ่มต่างๆ ได้ ดังนั้น “เจนีน” ผู้นำกลุ่มทรงปัญญา ซึ่งกำลังวางแผนลับในการยึดอำนาจจากทุกกลุ่ม จึงต้องการกำจัดไดเวอร์เจนท์ที่เป็นอันตรายเช่นเธอให้พ้นทาง ซึ่ง ทริซ และ โฟร์ นักรบหนุ่มจากกลุ่มผู้กล้า จะต้องเผชิญหน้ากับการตามล่าไปพร้อมกับการปกป้องมนุษย์

หนังกำกับโดย นีล เบอร์เกอร์ ที่เราคงพอรู้จักกันมาบ้างกับหนังยาเพ้อใน Limitless และหนังนักมายากล The Illusionist โดยการที่เขาถูกเลือกให้มากำกับ Divergent จัดได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างแปลกประหลาดแต่ก็น่าท้าทาย เช่นเดียวกับ ฮังเกอร์ เกมส์ 2 เลือก ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ มากำกับ เพราะเนื่องด้วยสไตล์งานเก่าและการจับหนังแนวนวนิยายครั้งแรก จึงทำให้หลายคนประหม่าถึงฝีมือของผู้กำกับอยู่พอสมควร และเมื่อหนังได้ออกฉายก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะโดยส่วนตัวถึงแม้ผมจะยังไม่อ่านหนังสือต้นฉบับของเรื่องนี้มาก่อน แต่จากการวางดีเทลทั้งหลายของหนังไม่ว่าจะเป็น การแยกกลุ่มทั้ง 5, ผลพวงของสงคราม, การเมือง และ การเลือกชะตา ของตนเอง สามารถปูบทเข้ามาได้แบบเป็นวัตถุดิบชั้นดี พอที่จะเป็น The Hunger Games เรื่องต่อไปได้เลย

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ผู้กำกับ นีล เบอร์เกอร์ ถึงเลือกจะปูเรื่องพวกนั้นมาในตอนต้น และหลังจากนั้นก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันอีกเลย และนั่นดูเหมือนจะเป็นข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงจากหนัง เมื่อหลังจากนั้นมันก็เริ่มวนเข้าลูปเดิมกับหนังที่สร้างนิยาย คือการเน้นเรื่องราวไปที่ ความรัก และ การต่อสู้ ซึ่งทั้งที่จริงแล้วตัวหนังก็ไม่ได้เรียกร้องหรือว่าต้องมี ฉากรักโรแมนติค เลย แถมหนำซ้ำจากการอธิบายถึงสรรพคุณ และ การขัดแย้งของกลุ่มทั้ง 5 ในหนังก็พอที่จะทำให้มันเป็นต่อสู้กันของ ชนชั้น และ สิทธิมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณหวังที่จะได้ดูหนังจากนิยายที่เข้มข้นสไตล์ ฮังเกอร์ เกมส์ คุณก็อาจจะไม่ได้มันจาก Divergent

แต่ลองมองอีกด้านนึง ถ้าหากในช่วงนี้คุณกำลังหาหนังแอ็คชั่น โรแมนติค ดูเพลินๆละก็ นี่อาจจะเป็นคำตอบสำหรับคุณ เพราะอย่างที่บอกว่าถึงแม้หนังจะมีวัตถุดิบที่ดี แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์ไปกับมัน และผันตัวไปเป็นหนังแอ็คชั่น โรแมนติค แทน และนั่นคือสิ่งที่ตัวหนังได้จากการกระทำ ซึ่งถ้าหากวัดจากวิธีการดำเนินเรื่องที่มีดีเทลหนักให้กลายเป็นเรื่องเบาๆได้ภายในเวลา 140 นาที ก็ถือว่า Divergent เป็นหนังภาคที่เล่าปูทาง และตัดสลับกับฉากแอ็คชั่นได้พอถูกใจอยู่ทีเดียว แถมคู่พระนางทั้ง แชลลีน วู้ดลี่ย์ และ ธีโอ เจมส์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังในด้านการแต่งเติมตัวละครของทั้งคู่ โดยในระบบ Imax ของหนังก็จัดได้ว่าช่วยเพิ่มอรรถรสทั้งในด้านภาพ และ เสียง ของฉากแอ็คชั่นได้เต็มที่อยู่ทีเดียวหล่ะครับ

เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณต้องการหนังแอ็คชั่น โรแมนติค ดูสบายๆไปกับฉากแอ็คชั่น และการฝึกฝนที่น่าตื่นตา หนังเรื่องนี้ก็ตอบโจทย์คุณได้ เพียงแต่อย่าไปหวังกับความจริงจังด้านการเมือง หรือความเข้มข้นที่จะเทียบเท่ากับ ฮังเกอร์ เกมส์ ได้มากนัก

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ