Sabotage : แค้นนี้ต้องมีเลือด

Home / วิจารณ์หนัง / Sabotage : แค้นนี้ต้องมีเลือด

urfl

จัดได้ว่าเป็นหนังแอ็คชั่น บู๊ล้างผลาญ ที่ฟอร์มดีใช้ได้ เริ่มตั้งแต่การมองชื่อนักแสดงบนใบปิดที่เต็มไปหมดทั้ง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์, แซม เวิร์ทธิงตั้น, จอร์จ ฮอลโลเวย์, โอลิเวียร์ วิลเลี่ยมส์ และรวมถึง เทอร์เรนซ์ ฮาเวิร์ด หรือแม้แต่ชื่อของผู้กำกับที่เชี่ยวชาญหนังตำรวจอย่าง เดวิด เอเยอร์ มือเขียนบทจาก Training Day และผกก. End of Watch ก็ทำให้พูดได้เลยว่า Sabotage มันไม่ใช่เพียงแค่หนังแอ็คชั่นธรรมดาอย่างแน่นอน

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ทั้ง 10 คนจากหน่วยปราบปรามยาเสพติดนำโดย จอห์น วาร์ตัน (อาร์โนลด์ ชวาร์ซเนกเกอร์) ได้ร่วมวางแผนลับในการเข้าปล้นเซฟ์เฮ้าส์ของพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่แห่งวงการ โดยมีเป้าหมายเป็นเงินก้อนยักษ์มูลค่านับหลายล้านเหรียญ แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์สุดสยองกำลังรอพวกเขาอยู่ เมื่อจู่ๆก็มีนักฆ่าลึกลับ ค่อยๆคร่าชีวิตสมาชิกในทีมไปทีละคน…ทีละคนอย่างเป็นปริศนา ซึ่งบังคับให้พวกเขาต้องต่อสู้และไขความจริงเพื่อเอาชีวิตรอดจากแผนปล้นสุด ระห่ำที่กลับกลายเป็นภารกิจเสี่ยงตายในครั้งนี้

ซึ่งถ้าหากใครเคยดูผลงานการกำกับของ เดวิด เอเยอร์ มาบ้าง จะพบว่าภายในหนังตำรวจของเขาทุกเรื่อง จะมีโทนที่ต้องการตีแผ่ถึงเรื่องราวการตัดสินใจผิดพลาด ไม่ก็การทำงาน และ ชีวิตจิตใจของนายตำรวจเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นทั้งใน End of Watch หรือ Street Kings แต่ดูเหมือนสำหรับผลงานเรื่องใหม่อย่าง Sabotage จะกลายเป็นหนังทำเอาสะใจผู้กำกับเสียมากกว่า เพราะเขาได้เลือกตัดท่ายากทั้งหมดออกไป พร้อมทำให้มันกลายเป็นหนังแอ็คชั่นบู๊ล้างผลาญ แบบเอามันส์แทน ซึ่งฉากแอ็คชั่นใน Sabotage ก็สามารถตอบโจทย์ตามนั้นได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้กำกับเน้นการใช้มุมกล้องแบบ มุมมองที่ 1 โดยเรียกได้ว่าสะใจคอเกมส์ หรือแม้แต่การออกแบบฉากขับรถไล่ล่า รวมถึงการทะลายซ่องโจร ที่จัดเต็มละเลงด้วยเลือด ก็จัดได้ว่าทำออกมาตามมาตรฐานหนังดูเอามันส์ได้อย่างบันเทิง

โดยความโดดเด่นของ Sabotage นอกจากฉากแอ็คชั่น ยังเป็นการที่หนังเพิ่มความระทึกขวัญเข้าไป โดยเป็นอารมณ์แบบที่ไว้ใจใครไม่ได้ และเราจะไม่รู้เลยว่าพวกเขาทั้ง 10 คน ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อ ซึ่งทำให้มันกลายเป็นหนังแอ็คชั่น สยองขวัญ ที่มีส่วนผสมของทั้ง 2 อย่างได้ค่อนข้างเข้าที แถมอีกหมัดเด็ดอย่าง นักแสดง ที่ขนมาเป็นกระบุงก็จัดได้ว่าช่วยเพิ่มอรรถรสหนังได้สูงมากขึ้นทีเดียว

ซึ่งถึงแม้ในช่วงตอนเฉลยปมทั้งหลายของหนังอาจจะยังไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อได้สนิทใจ แถมยังออกจะดูหลวมๆไปบ้าง รวมไปถึงการใส่บทบาทของตัวละครที่เข้ามาร่วมเป็นฟันเฟืองเดียวกับบทอาจจะยังดูยัดเยียดไปในบางที แต่ถ้าหากช่วงนี้คุณหาหนังสนุกๆ มันส์ๆ ดู Sabotage ก็จะตอบโจทย์ และไม่ทำให้แฟนๆของผกก.คนนี้ผิดหวังแน่นอนครับ

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ