Transcendence : คน หรือ คอมพ์

Home / วิจารณ์หนัง / Transcendence : คน หรือ คอมพ์

BlcuhjyIYAAa8ob.jpg_large

หลังจากไปเป็นตากล้องให้สุดยอดผู้กำกับอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน มานานหลาย 10 ปี ก็สงสัยจะถึงเวลาเปิดซิงกันเรียบร้อยแล้วสำหรับ วอลลี่ ฟิสเตอร์ ที่ขอหยิบเอาแนวคิดไอเดีย เทคโนโลยี มาใช้เข้ากับหนังเรื่องแรกของเขา ที่บทหนังเรื่องนี้ถูกติดอยู่ในบทที่ดี แต่ยังไม่สร้างมานานหลายปี และสุดท้ายมันจึงออกมาเป็น Transcendence ที่เข้าฉายในบ้านเราเรียบร้อยแล้ว

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิ วิล แคสเตอร์ (จอห์นนี เด็ปป์) อีฟว์ลิน (รีเบคก้า ฮอล) และ แม็กซ์ (พอล เบททานีย์ จาก Priest) ได้ทำการคิดค้นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น แต่ทว่าพวกเขากลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรง และเมื่อวิลถูกลอบทำร้ายจนเสียชีวิต ทำให้ ภรรยาของวิล จึงได้เชื่อมต่อสมองของเขาเข้ากับระบบปฏิบัติการ จนเกิดเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์อัจฉริยะที่ “คิด” “ตัดสินใจ” และ “ลงมือ” ได้ด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกในโลก พร้อมเปิดฉากสู้กับองค์กรก่อการร้ายที่วางแผนหยุดยั้งและทำลาย” “โปรแกรมของวิล” ให้สิ้นซากไป

จากตัวอย่าง และ แนวคิด คงอดที่จะบอกไม่ได้ว่าหนังเรื่องมันช่าง โนแล้น โนแลน หรือจะให้บอกคือมันเป็นหนังที่มีแนวคิดเดียว และ วิธีการคุมโทนหนังแบบที่ Inception ใช้เลยก็ว่าได้ จนทำให้ใครหลายคนต้องตีตนไปก่อนไข้ และคิดว่าหนังเรื่องนี้จะต้องล้ำอย่างเช่นหนังแนว โนแลน เขาทำกัน แถมเรื่องนี้ยังได้เฮียแกมาเป็น โปรดิวเซอร์ อีกด้วย ทั้งที่จริงแล้วตัวหนัง Transcendence มันไม่ใช่อย่างที่กล่าวมาด้านบน แต่มันกลับกลายเป็นหนังเปิดตัวของผกก. วอลลี่ ฟิสเตอร์ ที่อาจจะยังหาจุดสมดุลของตนเองไม่ได้ แต่ก็จัดได้ว่าน่าชื่นชมทีเดียวเลยหล่ะครับ

การที่พูดถึงเรื่องราวของ คน ปะทะ เทคโนโลยี ในหนังฮอลลีวู้ด มีมาหลายเรื่องหลายรสชาติจนคนดูคงเบื่อไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น Wall-E, I, Robot หรือแม้แต่ที่เพิ่งผ่านไปล่าสุดอย่าง Her ที่หยิบเอาแนวคิดที่ว่า เทคโนโลยี มันทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้น หรือว่ามันกำลังจะทำร้ายเราอยู่ลึกๆแน่ๆ ซึ่งเอาเข้าจริงๆแนวคิดหนังของ Transcendence เนี่ย มันไม่ได้ใหม่หรืออะไรเลยสัก กับการตั้งหน้าตั้งตาด่า เทคโนโลยี พร้อมเสริมความสำคัญให้กับมันเข้าไปทีละก้าวๆ แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะโดนใจมากที่สุดในหนัง คงหนีไม่พ้นการวางคาแรกเตอร์ เทคโนโลยี ในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากเราดูหนังพวก I-Robot และอีกมากมาย คงจะเห็นได้ว่าหนังพวกนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการวางตัว เทคโนโลยี ให้มีหัวใจสักเท่าไหร่ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่เราพร้อมจะปิดหรือทำลายเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้วการที่จะเพิ่มให้ตัว เทคโน มีส่วนเข้มข้นและดูจริงมากขึ้น Transcendence จึงเอาคนที่มีเนื้อมีหนังไปเป็นส่วนนึงของ เทคโน เสียเลย

และผลลัพธุ์ที่มันออกมาก็น่าภูมิใจทีเดียว เพราะ เทคโนโลยี ในเรื่องนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ มีความรู้สึก ไม่ต่างจากคน แต่คำถามเดียวของหนังคือ ‘มันมีจิตวิญญาณ หรือไม่ แล้วถ้ามันมี จิตวิญญาณของมันไม่สำคัญหรือมีความรู้สึกเท่ามนุษย์จริงหรือ’ ซึ่งถึงแม้มุกนี้จะเคยใช้มาแล้วใน 2001 ของ สแตนลี คูบริก แต่กระนั้นความเข้มข้นอีกอย่างของ Transcendence คงหนีไม่พ้นการที่มันเล่าผ่านมุมมองของผู้หญิง ชีวิตคู่ และ การแต่งงาน ที่เต็มไปด้วยภาพของความรัก และ ความเจ็บปวด ซึ่งหนังก็เปรียบเปรยเอาชีวิตการแต่งงานที่เริ่มล้มเหลว เข้ามาใช้กับการคลืบคลานเข้ามาทำลายชีวิตของ เทคโนโลยี ได้อย่างแนบเนียน ถึงแม้หนังจะมีช่องโหว่ในการเล่าเรื่อง และความตะกุกตะกักในวิธีการหาทางออกของโจทย์ที่ตั้งขึ้นมามากพอสมควรก็ตาม

งานวิชวล เอฟเฟกต์ และ ทีมนักแสดง จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยหนังให้เจิดจรัสได้ในระดับนึง โดยเฉพาะนางเอกสาวอย่าง รีเบ็คก้า ฮอลล์ ที่เหมือนจะทุ่มสุดตัวของเธอให้กับบทนี้ ก็สามารถทำให้ตัวเธอเป็นนักแสดงที่น่าจับตามองขึ้นมาทันที หลังจากได้แต่บทตัวประกอบอยู่นานสองนาน เช่นเดียวกับ พอล เบ็ตตานี่ย์ ที่ถึงแม้จะรับบทนำอยู่หลายเรื่อง แต่การเป็นแบ็คอัพให้หนังเรื่องนี้ กลับดูมีเสน่ห์มากกว่าเห็นๆ

โดยรวมแล้วถึงแม้ว่ามันจะไม่หนังแนวแอ็คชั่น ที่น่าตื่นตาอย่างที่ตัวอย่างตัดเรียกคนดู แต่กระนั้นฉากแอ็คชั่นในช่วงท้าย พร้อมกับประเด็นน่าคิดค้นของตัวหนัง Transcendence ก็มากเพียงพอที่จะทำให้คนดูรู้สึกกลัวความเข้ามาครอบงำของ เทคโนโลยี รวมถึงคำถามที่ว่า ถึงมันจะเลวร้าย แต่ถ้าไม่มีมันแล้วเราจะอยู่ได้หรือไม่

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ