The Railway Man : แค้นฝังทางรถไฟ

Home / วิจารณ์หนัง / The Railway Man : แค้นฝังทางรถไฟ

url

จัดได้ว่าเป็นหนังที่พาเอาประเทศไทยไปเป็นหน้าเป็นตาอีกครั้ง ในเรื่องของวิวทิวทัศน์ และการคมนาคม กับหนังเรื่องใหม่จากฝั่งอังกฤษที่ยกกองถ่ายมาถ่ายทำกันถึง กาญจนบุรี ใน The Railway Man โดยนอกจากการที่หนังจะได้เรื่องราวของ รถไฟไทย มาเป็นพระเอก ยังมีทั้ง โคลิน เฟิร์ธ และ นิโคล คิดแมน นำแสดงอีกด้วย

ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เอริก โลแม็กซ์ (โคลิน เฟิร์ธ) นายทหารยศร้อยตรีประจำเหล่าสื่อสาร แห่งกองทัพสหราชอาณาจักร ก็ถูกกองกำลังญี่ปุ่นจับตัวและถูกส่งไปยังค่ายเชลยในประเทศไทย ซึ่งเขาก็ต้องถูกทรมานและถูกบังคับให้เป็นแรงงานในการสร้างรถไฟสายมรณะ หลายปีต่อมา โลแม็กซ์ กลับมาใช้ชีวิตในอังกฤษ แต่บาดแผลทางใจก็ยังคงตามหลอกหลอน เขาได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจาก แพทริเชีย (นิโคล คิดแมน) ภรรยาของเขา ให้เผชิญหน้ากับอดีตเพื่อหาบทสรุปให้กับตัวเอง โลแม็กซ์ ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังสถานที่ที่เขาเคยถูกคุมขัง แต่ที่นั้นเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับ นากาเซะ (ฮิโรยูกิ ซานาดะ) นายทหารญี่ปุ่นที่เคยเป็นผู้ทรมานเขา โลแม็กซ์ ต้องเจอกับทางเลือกที่สำคัญของชีวิต เมื่อเขาต้องเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการข้ามอดีตและความเจ็บปวด

หนังกำกับการแสดงโดย โจนาธาน เทปลิทซกี ที่หลายคนคงอาจจะรู้จักเรื่องราวของการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควกันมาบ้างแล้ว จากหนังเรื่อง The Bridge on the River Kwai ที่นำแสดงโดย วิลเลี่ยม โฮลเด่น ในปี 1957 ซึ่งในเรื่องนั่นแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวด ทรมาน และ บาดแผล ในช่วงระหว่างการสร้างทางรถไฟ แต่เรื่องราวหลังจากนั่นหละ ? โดยคำตอบที่จะได้นั่นคือสิ่งที่ The Railway Man ได้มอบให้คนดู และตัวหนังก็ทำสำเร็จในระดับนึงด้วยเช่นเดียวกัน กับการที่หนังเลือกที่จะหยิบเอาเรื่องจริงที่เกิดขึ้นของ คู่ศัตรู มาผูกเรื่องราวเข้ากับ สงคราม ความแค้น และ การให้อภัย

ซึ่งถ้าหากเรามีความแค้นกับใครสักคน สิ่งที่ต้องทำคงหนีไม่พ้นกับการ ล้างแค้น เพื่อให้หายค้างคาใจ โดยสิ่งนึงคงหนีไม่พ้นการได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างที่อยู่ฝ่ายเรา ซึ่งไม่ต่างอะไรจาก อีริค ในเรื่อง ที่ได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนและภรรยา เพียงเพราะพวกเขาและเธอได้มองเรื่องนี้ภายในมุมเดียว ผ่านตัว อีริค เท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วยังมีอีกหลายแง่มุมให้ศึกษาและค้นคว้า ซึ่งตัวหนังพาเราดำดิ่งตัดสลับอดีต และ ปัจจุบัน ระหว่าง อีริค ในวัยหนุ่มที่ต้องเป็นเชลย และวัยชายกลางคนที่ต้องหมกหมุ่นอยู่สิ่งที่ไม่เคยจางหาย ซึ่งในขณะนั้นหนังก็ได้ค่อยซึมซับ และ ใส่เรื่องราวต่างๆเข้ามาเพื่อให้มองเห็นถึงแง่มุมที่ให้อภัยกับความแค้นที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังตอกย้ำเสมอว่า สงคราม เป็นตัวทำร้ายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำ

สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคงหนีไม่พ้นด้านของงานถ่ายภาพที่ถ่ายทอดฉากของสงคราม และ ประเทศไทย ออกมาได้อย่างรันทด อึดอีด แต่ก็สวยงาม และรวมไปถึง ทีมนักแสดงอย่าง โคลิน เฟิร์ธ และ นิโคล คิดแมน ที่ทุ่มสุดตัวกับบทบาทของทั้งคู่ เนื่องจากทั้งคู่ได้พบกับ อีริค และ แพ็ตตี้ ตัวจริงก่อนจะลงมือถ่ายทำ (ก่อนที่ อีริค จะจากเราไปเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา) เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะสามารถถ่ายทอดบทบาทของทั้งคู่ออกมาได้ดีแค่ไหน เช่นเดียวกับ เจเรมี่ เออร์วีน ในบท อีริค วัยหนุ่ม ที่บทนี้น่าจะทำให้เขาแจ้งเกิด และแสดงให้เห็นถึงฝีมือที่ซ่อนอยู่เสียทีนะ

แต่ในขณะเดียวกันแล้วถ้าหากจำแนกถึงเรื่องของ ความแค้น, ความรัก และ สงคราม ก็จะเห็นได้ว่าตัวหนังยังไม่ได้เน้นถึงเรื่องไหนเป็นพิเศษสักเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างให้น้ำหนักความสำคัญในระดับที่เกือบเท่ากันทุกอย่าง และในขณะเดียวกันวิธีการเล่าเรื่องของตัวหนังที่ค่อนข้างจะนิ่ง เงียบ ก็อาจจะไม่ใช่ทุกคนนักที่ถูกใจหนังแนวนี้ครับ แต่ถ้าหากใครที่ชอบหนังแนวดราม่า สุดรันทด แสดงให้เห็นถึงบาดแผลของสงคราม แต่ก็เปิดแง่มุมอื่นๆให้ด้วย หนังเรื่องนี้ก็ไม่น่าพลาดเลยทีเดียว

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ