Edge of Tomorrow : ซูเปอร์นักรบดับทัพอสูร เกิด ตาย มันส์​ วนเวียนแล้วมาคุยกัน

Home / วิจารณ์หนัง / Edge of Tomorrow : ซูเปอร์นักรบดับทัพอสูร เกิด ตาย มันส์​ วนเวียนแล้วมาคุยกัน

edge-of-tomorrow-tom-cruise

ต้องยอมรับเลยว่าในฐานะที่เคยอ่านทั้งแบบฉบับนิยาย และ มังงะมาก่อน ตอนที่เห็นตัวอย่างและชื่อผู้กำกับของหนังเรื่องล่าสุดที่นำแสดงโดย ทอม ครูซ อย่าง Edge of Tomorrow ก็แอบหวั่นๆเหมือนกันว่าฮอลลีวู้ดจะเอาไปยำใหญ่จนเละเทะหรือไม่ แต่หลังจากที่ได้ชมแล้วต้องขอบอกเลยว่าผมคิดผิดจริงๆครับ

หนังเป็นเรื่องราวของอนาคตอันใกล้ที่มีฝูงเอเลี่ยนบุกโจมตีโลกอย่างต่อ เนื่อง แม้แต่กองกำลังทหารของโลกก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ พันตรีวิลเลียม เคจ (ครูซ) เป็นนายทหารผู้ไม่เคยพบเห็นการต่อสู้วันใด­ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อหายนะ การเข่นฆ่าภายในไม่กี่นาทีทำให้เคจพบว่าตั­ว เองถูกโยนเข้าสู่ห้วงแห่งเวลา กดดันให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับการรบครั้ง แล้วครั้งเล่า ต้องต่อสู้และล้มตายซ้ำแล้ว…ซ้ำอีก แต่ด้วยการต่อสู้แต่ละครั้ง ทำให้เคจสามารถรับมือกับศัตรูที่มีความสาม­า รถมากขึ้นร่วมกับนักรบกองกำลังพิเศษ ริต้า วาทาสกี้ (เอมิลี่ บลันท์) ยิ่งเมื่อเคจและริต้าต้องต่อสู้กับเหล่าเอ­เลี่ยนแต่ละครั้ง ทำให้พวกเขายิ่งใกล้จะเอาชนะศัตรูได้มากขึ­้นทุกที

หนังกำกับการแสดงโดย ดั๊ก ไลแมน จาก The Bourne Indentity, Mr. & Mrs. Smith และ Jumper ซึ่งจะเห็นเลยว่าหลังจากผู้กำกับคนนี้จับหนังแนวแอ็คชั่น ไซไฟ แบบเรื่องสุดท้าย จะยังออกมาไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่นัก เพราะถึงแม้จะมีไอเดียที่ดี แต่ด้านตัวบทและเงื่อนไขของตัวมันเองกลับค่อนข้างอ่อนแอ โดยผลงานล่าสุดของเขานี้ก็หยิบเอานิยายอย่าง All You Need is Kill มาดัดแปลงเป็นหนังใหญ่ (ซึ่งฉบับมังงะแบบแปลไทยก็กำลังจะมีกำหนดออกขายในบ้านเราเร็วๆนี้ด้วย) ซึ่งถ้าหากใครที่เคยได้อ่านจะรู้เลยว่าตัวนิยายนั่นค่อนข้างเปรียบเสมือนออกแนวคัลท์ๆ ที่อยู่ในสถานที่ปิดตาย ตัวละครมือแปดด้าน แต่แน่นอนว่าพอมันกลายมาเป็นหนังใหญ่ ก็ต้องปรับสเกลให้ใหญ่ขึ้น และ เพิ่มเน้อที่ให้คนดูหายใจสมควร แต่นั่นก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ข้อเสียของหนังเลย แต่กลับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าชื่นชมด้วยซ้ำ

เพราะสิ่งที่โดดเด่นที่สุด สำหรับผมที่เคยอ่านมาก่อนนั้น คงหนีไม่พ้นการที่หนังสามารถสร้างเอาเรื่องราวสุดซับซ้อนออกมาได้ภายในเวลา 113 นาที ได้อย่างกลมกล่อมอย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่อง เงื่อนไขกาลเวลา ที่อาจจะถูกปรับเปลี่ยนเล็กน้อย, ดราม่า ตัวละคร ที่สามารถปล่อยหมัดใส่คนดูได้ถูกจังหวะ แถมออกมาแบบเล่นน้อยได้มาก เพราะอาศัยสกิลของนักแสดงช่วยพลักดันตัวละครไปข้างหน้า แบบที่เหมือนเรารู้จักกับพวกเขามานานแล้ว และแม้แต่กระทั่งฉาก โรแมนติค ซึ่งตอนแรกเป็นส่วนที่ต้องยอมรับเลยว่าน่าเป็นห่วงที่สุดจากการแปลงจากหนังสือ มาเป็น ภาพยนตร์ เพราะในส่วนนี้ในฉบับหนังสือนั้นจัดได้ว่าค่อนข้างปูเรื่องมาเยอะมาก แต่พอเอาเข้าจริงๆตัวหนังก็กลับทำได้ค่อนข้างดีในส่วนนี้อีกด้วย ถึงแม้จะมีเวลาแค่จำกัดทั้งต้องเล่าเงื่อนไข และ ฉากแอ็คชั่น แต่ในส่วน โรแมนติค หนังก็มีวิธีของมันที่จะปูในส่วนนี้เข้ามากินใจคนดูได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ในขณะเดียวกันด้านของงานฉากแอ็คชั่น ที่ใช้ VFX ตระการตาของหนังก็เป็นอีกส่วนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยทีเดียว เพราะจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในงานฉากแอ็คชั่นที่ยอดเยี่ยมของ ดั๊ก ไลแมน เลยก็ว่าได้ กับการที่ตัวละครค่อยๆพัฒนาจาก 0 ใน ลูปแรก มาจนเอาชนะใจคนดูได้ด้วยทักษะที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ ช่วยเสริมให้ฉากแอ็คชั่นเหล่านั้นดูเท่ และ เจ๋ง จนอดเอาใจช่วยไม่ได้

ซึ่ง ทอม ครูซ ในบทบาทของ วิลเลี่ยม เคจ ก็จัดได้ว่าเป็นบทบาทที่เราไม่ค่อยได้เห็นเขานัก กับการที่เปิดตัวมาเป็นคนที่ไม่ค่อยเอาไหน ไม่มีสกิลในการต่อสู้ (เพราะปกติจะโผล่แล้วเก่งตลอด อย่างเช่น Jack Reacher) โดยเรียกได้ว่าเป็นบทบาทของ ครูซ ที่ส่วนตัวแล้วชอบมากทีเดียวสำหรับในหนังยุคหลังๆของเขา ที่ไม่ต้องโชว์เก๋าตั้งแต่เริ่ม แต่พอเครื่องติดแล้วหล่ะก็ อย่าแหยมกับเขาเชียว เช่นเดียวกับ เอมิลี่ บลันท์ ที่ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะสามารถถ่ายทอดบทบาทของ ผู้หญิงแกร่งสุดเซ็กส์ซี่ ออกมาได้น่าชื่นชมขนาดนี้ จนอยากให้ผลงานใหม่ของเธอเป็นหนังแอ็คชั่นโชว์เดี่ยวมากๆเลยก็ว่าได้

โดยตัวผมนั่นได้ดูในระบบ IMAX 3D ก็ถือว่าสามารถจัดเต็มให้คนดูได้ทั้งระบบของ ภาพ และ เสียง เช่นเดียวกับประสิทธิภาพของความเป็น 3 มิติ ในตัวหนัง ที่สามารถมีทั้งฉากโชว์ความตื้น ลึก และรวมถึงทะลุจอใส่คนดูได้อย่างไม่ยั้ง ถ้าหากใครที่มีกำลังทรัพย์มากหน่อยก็ไม่อยากให้พลาดระบบ IMAX ครับ หรืออาจจะ 4DX ที่น่าจะโดนเก้าอี้ซัดคนดูไปหลายดอกอยู่จริงๆ สำหรับหนังซัมเมอร์เรื่องนี้ ที่จัดได้ว่าเป็นความสนุกที่เซอร์ไพรส์โดยไม่ได้ตั้งตัว

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ