Maleficent : หักดิบนิทานเก่า

Home / วิจารณ์หนัง / Maleficent : หักดิบนิทานเก่า

url

มาอีกแล้วสำหรับหนังที่หยิบเอานิทานมาปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบคนแสดง ที่หลังจากเคยมีฉบับอนิเมชั่นจนขึ้นหิ้งคลาสสิคอย่าง Sleeping Beauty แต่คราวนี้พิเศษหน่อยตรงที่หนังเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวร้ายและเปิดเผยเรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อน สำหรับ Maleficent กำเนิดนางฟ้าปีศาจ

ภาพยนตร์เล่าถึงเรื่องราวที่ไม่เคยถูกเปิดเผยของ ‘มาเลฟิเซนท์’ สุดยอดตัวร้าย ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของ ดิสนีย์ จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นคลาสสิคปี 1959 เรื่อง เจ้าหญิงนิทรา (สลีปปิ้ง บิวตี้) ภาพยนตร์จะเปิดเผยเรื่องราวที่ทำให้เธอกลายเป็นคนไร้หัวใจและทำให้เธอ เคียดแค้นทารกน้อยที่ชื่อ “ออโรร่า” เนื่องจากพระราชา สเตฟาน ผู้ใจร้าย ที่หักหลังและขโมยปีกของเธอไปจนทำให้เธอเป็นอย่างทุกวันนี้

Maleficent กำกับการแสดงโดย โรเบิร์ต สตรอมเบิร์ก ผู้อยู่เบื้องหลังวิชวล เอฟเฟกต์ หนังดังๆอย่าง Alice in Wonderland และ Avatar ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นงานกำกับเรื่องแรกของเขา ซึ่งใครหลายคนที่ดูจากตัวอย่างก็คงอดคิดไม่ได้ที่จะเอาไปเทียบกับ Snow White and The Huntsman ที่หยิบเอานิทานไปยำใหญ่ ใส่เอฟเฟกต์ มาแล้วอย่างแน่นอน โดยเอาเข้าจริงๆ Maleficent ก็เรียกได้ว่าตามเนื้อผ้าของเรื่องดังกล่าวมาติดๆ แต่ลดระดับความรุนแรงลง และยังคงเพิ่มนิทานตามสไตล์ของดิสนี่ย์มากขึ้น โดยสิ่งที่ส่วนตัวผมนั่นชอบมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการที่หนังหักดิบ ล้างนิทานฉบับเก่าออกหมดเกลี้ยง (ถึงแม้จะแอบเคลืองใจว่า ดิสนี่ย์ ปล่อยออกมาได้อย่างไร) โดยการยำใหญ่ใส่เรื่องราวที่ไม่มีใน Sleeping Beauty พร้อมเผยมุมมองให้กับตัวของ มาเลฟิเซนต์ มากขึ้น และเปลี่ยนตัวละครดีๆใน นิทาน ไม่ว่าจะเป็นทั้ง พระราชา และ นางฟ้าทั้ง 3 ให้กลายเป็นตัวละครที่ค่อนข้างน่าหมั้นไส้ และอยู่ตรงข้ามขั้วของ มาเลฟิเซนต์

ซึ่งจัดได้ว่าเป็นไอเดียที่ค่อนข้างดีมากกับการวางหมากให้กับหนังตัวร้ายในรูปแบบนี้ โดยแน่นอนว่าหนังก็ผสมผสานเข้ากับฉากแอ็คชั่นสไตล์หนังฟอร์มยักษ์ ซึ่งการครีเอทของฉากแอ็คชั่น แฟนตาซี สำหรับเรื่องแรกของผกก. ก็ถือว่าค่อนข้างใช้ได้ดีทีเดียว เช่นกันกับงานด้านวิชวลสุดตระการตา ที่เนื่องจากเขาเคยออกแบบหนังจำพวก Avatar มาแล้ว เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องห่วงที่จะได้เห็นอะไรสวยๆงามๆ จนต้องอ้าปากค้างในเรื่องนี้อยู่หลายฉากเลยทีเดียว ไม่ต่างอะไรจากการแสดงของ แองเจลีน่า โจลี่ ในบทของ มาเลฟิเซนต์ ช่างสง่างาม จนรู้สึกเลยว่าเธอเกิดมาเพื่อบทนี้ และถ้าหากเอานักแสดงคนอื่นมาแทนคงไม่มีใครทำได้ดีเท่านี้แน่นอน เช่นกันกับน้อง แอลล์ แฟนนิ่ง ในบทเจ้าหญิง ออโรร่า ที่ความขาวและความงามของนางชนะใจชายทุกคนได้แน่นอน

แต่ก็น่าเสียดายที่ในอีกมุมนึง ด้านของงานด้านตัดต่อ และ ตัวบท ในเรื่องยังค่อนข้างมีปัญหาอยู่มากทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนของานตัดต่อ วิธีเล่าเรื่องของผกก. ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน ของ มาเลฟิเซนต์ ยังดูค่อนข้างมีปัญหา หนังยังไม่ค่อยสมูธในการเล่าเรื่องจนเหมือนนำฉากมาแปะฉากอยู่บ้างในหลายส่วน แถมด้วยความยาวเพียง 97 นาที จึงทำให้ตัวหนังค่อนข้างไม่ต่างจาก Sleeping Beauty มากนัก ผิดแต่เรื่องนี้เล่าผ่านมุมมองของตัว มาเลฟิเซนต์ และมัวขยี้ปมปัญหาระหว่างเธอ กับ ออโรร่า จนทำให้หนังไม่เทน้ำหนักไปอยู่ส่วนของความเคียดแค้นมากสักเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากใครอยากลองหนังที่กล้าเอานิทานที่เรารู้จักกันดี มาปรับเปลี่ยน ใส่ไอเดียยำใหญ่ของตัวผกก.ไป คล้ายๆกับ Snow White เรื่อง Maleficent ก็สามารถตอบสนองความสนุกให้คุณได้ระดับนึง แบบที่หนังป๊อปคอร์นซัมเมอร์เรื่องนึงจะทำได้ ถึงแม้อาจจะมีส่วนตัวที่น่าติอยู่พอสมควรก็ตาม (แนะนำให้ชมในระบบ 3D เพราะภาพสวยงาม และมีฉากทะลุจอค่อนข้างมากทีเดียว)

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ