Iceman 3D : ตื่นมาเพื่อฟัด

Home / วิจารณ์หนัง / Iceman 3D : ตื่นมาเพื่อฟัด

still_iceman

จัดได้ว่าเป็นหนังจีนฟอร์มดีที่เข้าฉายสัปดาห์นี้กันแล้ว สำหรับหนังรีเมคเรื่องใหม่ของ ดอนนี่ เยน ที่ในเรื่องนี้รับหน้าที่นอกจากจะแสดงนำแล้ว ยังเป็นผู้กำกับคิวบู๊เองอีกด้วย กับ Iceman 3D หรือ ล่าทะลุศตวรรษ ที่หนังยังมี หวังเป่าเชียง และ เยิ่นต๊ะหัว ร่วมแสดงอีกด้วย

หนังกำกับการแสดงโดย หลอหวิงเจิ้ง ที่ตัวหนังนั่นได้มีการกำหนดสร้างออกมาเป็นไตรภาค โดยตอนนี้ทางภาค 2 ก็กำลังอยู่ในช่วง โพส โปรดัคชั่น ซึ่งแน่นอนว่าเราคงจะได้ดูกันเร็วๆนี้ ส่วนมาคราวนี้มาพูดถึงภาคแรกกันก่อนดีกว่า ซึ่งโดยส่วนตัวนั้นผมยังไม่เคยดูต้นฉบับของเรื่องนี้อย่าง Iceman Cometh ในปี 1989 เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบได้ว่าใน Iceman 3D สามารถหยิบยกเอาเรื่องราวที่ถูกต้องมาปรับเปลี่ยน หรือว่าใส่ไข่เยอะเกินไปหรือไม่ แต่สิ่งที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นข้อดี หรือ ข้อเสีย ยังไม่แน่ชัด เห็นจะเป็นด้านการเล่าเรื่องของ Iceman 3D ที่ดูเหมือนจะใช้ภาคนี้เป็นเพียงภาคปูบท เพื่อส่งต่อให้ภาคที่ 2 เท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงบอกได้เลยว่าตัวหนังทั้งเรื่องจะเต็มไปด้วยเรื่องราวยุบยับ และ พาให้คนดูไปรู้จักกับตัวละครให้ครบเสียมากกว่า โดยมีฉากบู๊เป็นเพียงตัวคั่นเวลาเท่านั้นเอง

ซึ่งก็ยังพอให้อภัยได้บ้างที่ฉากบู๊เหล่านั้นออกมาค่อนข้างเข้าท่า ตามสไตล์วิชาหมัดมวยของ ดอนนี่ เยน ไม่ว่าจะเป็นฉากคอมแบท ตัวต่อตัว หรือฉากใช้อาวุธ CG กระจาย ก็ยังสามารถทำออกมาได้ดูสนุกทีเดียว โดยก็แน่นอนว่าตามสไตล์พากย์ไทยของ พันธมิตร ตัวหนังก็มีเสียงฮาเป็นตัวชงผสมเข้าไปในเรื่องอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งส่วนนึงก็มาจากตัวหนังต้นฉบับเองด้วยที่เต็มไปด้วยฉากมุกตลกสถานการณ์แต่นั่นก็ทำให้ท้ายสุดเลยไม่แน่ชัดว่าตัวหนัง ต้องการจะให้ออกมาในรูปแบบของ แอ็คชั่น คอมเมดี้ หรือว่าอย่างไร เพราะจากมุกตลกที่แทรกเข้ามาเป็นระยะ กับตัวเรื่องสุดเคร่งเครียดหาได้เข้ากันไม่

โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาฉากบู๊ และ เปิดปูปมปัญหาของตัวละคร ที่ดูเหมือน Iceman 3D จะเป็นการเน้นไปสู่เรื่องราวของการทวงคืนสิทธิของชาวฮ่องกง จากชาวต่างชาติ อยู่เป็นส่วนมาก ก็ยิ่งน่าสงสัยว่าแท้จริงหนังจะไปทางไหนกันแน่และข้อเสียส่วนมากก็อย่างที่ว่าไว้ กับการที่มันเหมือนเป็นหนังภาคโหมโรงเสียมากกว่า จึงทำให้ฉากบู๊ยังพอมีได้เพียงน้อยนิด แต่ถ้าใครหวังผลระยะยาวเพื่อที่จะดูภาคต่อ ที่กำลังตามมาอีก 2 ภาคก็ไปตามเก็บกันก่อนได้ เพราะตัวหนังเขาก็จัดอยู่ในระดับดูเพลินๆ เพียงแต่ว่าค่อนข้างผิดหวังเมื่อเห็นชื่อของ ดอนนี่ เยน ที่คิดว่าจะบู๊มากกว่านี้เท่านั้นเอง

เรื่องนี้ผมให้ 6.5/10 ครับ