ทาสรักอสูร : เจ็บแค้นเคืองโกรธเตะฉันใย

Home / วิจารณ์หนัง / ทาสรักอสูร : เจ็บแค้นเคืองโกรธเตะฉันใย

14-copy1

มาแล้วกับหนังเรื่องล่าสุดของดาวตลกแห่งเมืองไทยอย่าง หม่ำ จ๊กม๊ก ที่มาคราวนี้เขายังคงควบหน้าที่ กำกับเอง แสดงเอง กับหนังที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังแนว ตบจูบ ของพี่เปี๊ยก พิศาล ใน ทาสรักอสูร ซึ่งจากตัวอย่างที่หลายคนได้เห็นไปแล้วก็คงจะพอมีหวังกับความฮาของหนังกันมาบ้างแหละนะ

จงลืมนิยายรักหฤโหดอันลือลั่นที่คุณเคยรู้จัก เพราะว่าตลกหน้าเหลี่ยม “หม่ำ จ๊กม๊ก” จะเปิดตำนานรักครั้งใหม่ที่ไม่เหมือนครั้ง­ไหนๆ เมื่อเขาต้องรับบท “นายหัว ชายเถื่อนไร้หัวใจ ” ที่จะมาปะทะกับ “สาวเมืองกรุงแสนสวยแต่ขี้วีน” พิงกี้ สาวิกา” ตำนานรักครั้งใหม่ของเจ้านายกับทาสผู้ถูกท­ำร้ายโดยไม่มีความผิด ที่มีหัวใจเป็นเดิมพัน กำลังจะถือกำเน­ิดขึ้น ทั้งรัก ทั้งมันส์ ทั้งฮา ด้วยลีลาตบจูบ 360 องศา เมื่อ นายหัว ได้จับตัว คุณอูอี้ มาเพื่อแก้แค้นกับสิ่งที่พ่อของเธอเคยทำไว้ในอดีตนั่นเอง

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่ค่อนข้างตลกกับหนังของ หม่ำ จ๊กม๊ก ในยุคแรกๆอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งพวก บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม หรือ แหยมยโสธร ในภาคแรก แต่ก็อย่างที่รู้กันว่ายิ่งนานวันเข้าหนังของผู้กำกับคนนี้กลับค่อนข้างที่หมดมุกใหม่ๆมานำเสนอคนดู ตั้งแต่ จั๊กกะแหล๋น และล่าสุดอย่าง แหยม ยโสธร 3 แต่ก็ต้องยอมรับว่าในผลงานเรื่องใหม่อย่าง ทาสรักอสูร เมื่อได้เห็นตัวอย่างก็พอจะมีความหวังว่าพี่หม่ำเขาจะกลับมา ท็อปฟอร์ม ได้บ้าง โดยหลังจากที่ได้ไปรับชมมาแล้ว ก็ต้องว่ากันตามเนื้อผ้าว่าตัวหนัง ทาสรักอสูร อาจจะไม่ได้กลับมาท๊อปฟอร์มอย่างที่หวัง แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้น่าเกลียดจนถึงขั้นรับไม่ได้ขนาดนั้นเลยทีเดียว

โดยสิ่งที่ต้องขอชม ทาสรักอสูร คงหนีไม่พ้นไอเดียของการล้อเลียนหนัง ละครหลังข่าว แนวตบจูบ ตัวร้ายขี้อิจฉา หรือแม้แต่พระเอกขี้เก็ก ซึ่งในส่วนนี้ผู้กำกับ หม่ำ ถือว่าทำการบ้านมาดีพอสมควร คอยตามเก็บทุกเม็ดว่ามีส่วนไหนที่หนัง ละครแนวตบจูบชอบทำเปิ่นๆกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการพูดคนเดียว, หัวเราะเสียงดังๆ หรือแม้แต่การที่ตัวขี้อิจฉาส่งลูกน้องไปจัดการนางเอก และแน่นอนว่าที่เด็ดสุดคือ ฉากการตบกัน ที่ในเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังจีนแนว โจวซิงฉือ ซึ่งก็ครีเอทได้ดีพอสมควร แต่ก็อาจจะแป๊กบ้าง ฮาบ้าง ผสมปนเปกันไป เช่นเดียวกันกับมุกตลกใน ทาสรักอสูร ซึ่งสมมุติว่ามุกตลกปล่อยออกมา 100 เม็ด ในเรื่องนี้ก็เอาเป็นว่ามีฮาสักประมาณ 30 เม็ด (ซึ่งถือว่าดี เมื่อเทียบกับหนังเรื่องล่าสุดอย่าง แหยมยโสธร 3 ที่ส่วนตัวผมไม่ฮาสักเม็ด) โดยใน 30 เม็ดนี้ก็จะมีมุกตลกเด็ดๆอยู่ประมาณ 40% เลยทีเดียว

ซึ่งนั่นก็นับว่าเป็นการก้าวหน้าที่ดีสำหรับหนังยุคหลังๆของเขา โดยเฉพาะมุกตลกแนวมุกชนมุก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะส่งเสริมให้ออกมามากกว่า มุกตลกแนวด่าพ่อล้อแม่ เสียอีก (ซึ่งนั่นก็คือ 70 เม็ดที่เหลือ ที่มันไม่ฮา)

แต่ก็น่าเสียดายที่ตามสไตล์หนังตลกไทย สิ่งที่ยังทำให้ตัวหนังยังไม่ได้ไปไหนสักที คงหนีไม่พ้นการตัดต่อที่ยังคงติดรากฐานการตัดต่อแบบ มุกชนมุก ทำให้หลายๆฉากของหนังเนี่ยคิดออกได้เลยว่า จะใส่มาทำไม อยู่เป็นระยะๆ เลยท้ายสุดเมื่อหนังมันเกร่อด้วยวิธีการตัดต่อแบบนี้มากๆ ทำให้เรื่องราวพล็อตหลักของหนังระหว่างการเสียดสี คนจน คนรวย และการพูดถึงความแค้นใน Identity ของคนเราลดลงไปทันที เอาเข้าจริงๆผมคิดว่าถ้าหาก ทาสรักอสูร ลองเอากลับไปตัดต่อใหม่ ไม่ต้องขายความเป็น มุกชนมุก เยอะขนาดนี้ หนังน่าจะสนุกกว่านี้แน่นอน เพราะเพียงลำพังจากการแสดงของ หม่ำ และ พิงกี้ ในเรื่องนี้ก็เรียกเสียงหัวเราะจากคนดูได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านั้นอีกแล้วนั่นเอง

เรื่องนี้ผมให้ 6.5/10 ครับ