The Fault in our Stars : ชีวิตบางที ก็ไม่ได้มีพรุ่งนี้เสมอ

Home / วิจารณ์หนัง / The Fault in our Stars : ชีวิตบางที ก็ไม่ได้มีพรุ่งนี้เสมอ

the-fault-in-our-stars-movie

จากคลิปต่างๆ ของ  The Fault in our Stars ที่เผยข้อมูลมาพักใหญ่ๆแล้วว่า พระเอกนางเอกคือผู้ที่รับเคราะห์จากมะเร็งร้าย และความรักของทั้งสองที่เกิดขึ้น ก็ยังไม่รู้ว่ามันสิ้นสุดลงเมื่อใด อ่านมาแค่นี้ อาจดูแล้วเป็นหนังน้ำตาท่วม แบบจ้องจะขายประเด็นดราม่า ฟูมฟาย ความตายขยี้ใจแหลกสลาย อะไรประมาณนั้น แต่ในความจริง ตัวหนังที่สร้างจากนิยายของ จอห์น กรีน ในชื่อเดียวกันนี้ กลับมีมิติน่าสนใจมากกว่าที่คิด และขอออกตัวเบาๆ ว่า ไม่เคยอ่านหนังสือต้นฉบับของหนังเรื่องนี้เหมือนกัน ครั้งนี้เลยขอว่ากันถึงเรื่องในหนังเพียวๆ เลยละกันครับ (แต่ดูหนังจบแล้วอยากไปหาซื้อมาอ่านนะ)

The Fault in our Stars เล่าเรื่องราวของ เฮเซล สาววัยรุ่นที่ป่วยเป็นมะเร็งปอด ต้องหายใจผ่านท่อ และต้องลากถังออกซิเจนคู่ใจ ไปไหนไปกันตลอดเวลา ชีวิตเธอยังอยู่ได้ เพราะใฝ่ฝันว่าจะได้รู้เรื่องราวที่ต่อจากตอนจบของหนังสือที่เธอชอบจากปากนักเขียน เพราะในนั้นมันไม่ได้เขียนเอาไว้ชัดเจน และเธอยังมีเป็นตัวของตัวเอง ไม่ยอมแพ้ชีวิตรันทด แต่ก็เหนื่อยใจกับภาวะของตัวเองอยู่เนืองๆ แต่ชีวิตเซ็งๆซึมๆของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อได้พบกับ กัส หนุ่มผู้หั่นขาทิ้งไปข้างนึง เพราะมะเร็งกัดกิน อันทำให้เรื่องราวความรักของชายหญิงเว้าแหว่งทั้งสองค่อยๆเริ่มต้นขึ้น โดยที่ต่างฝ่ายก็ไม่รู้เลยว่า ตอนจบมันอาจมาถึงเร็วกว่าคิด

สิ่งที่โดดเด่นของหนังเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้น เฮเซล และ กัส สองคู่พระนางที่ทำให้เราเชื่อ และอินไปกับการค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ ทั้งจากความรักที่ดูหนักแน่น มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขัดกับร่างกายที่แสนจะเปราะบางของทั้งสอง ไม่เพียงแต่ชีวิตรักวัยรุ่น แต่หนังยังทำหน้าที่เสมือนกระจกสะท้อนความสัมพันธ์ของครอบครัว ระหว่าง ผู้ป่วยและผู้ดูแล ลูกและพ่อแม่ผู้มีพระคุณ ว่ามันอึดอัด เศร้า และเต็มไปด้วยความพยายามที่จะหันมายิ้ม และส่งกำลังใจให้กันมากเพียงไหน ทั้งที่ในใจอาจร้องไห้จนตาบวมไปแล้วเสียด้วยซ้ำ เรียกได้ว่านักแสดงทำหน้าที่ได้เต็มประสิทธิภาพ และทำให้เราเชื่อถึงตัวละครนั้นเข้าจริงๆ

ว่ากันตามตรงแล้ว หนังเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องของผู้ป่วยมะเร็งหรอกครับ แต่มันคือเรื่องของคนรอบข้างผู้ป่วยนั้นต่างหาก ว่าเราจะมองพวกเขาเป็นเพียงคนป่วย ที่ต้องนอนซมเฉยๆ และได้รับการบำบัด หรือ เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อจิตใจ และพร้อมจะลุกขึ้นมารักใคร เพื่อเป็นกำลังใจให้มีชีวิตต่อ ซึ่งมันได้ผลยิ่งกว่ายาขนานใดๆในโลกนี้เสียด้วยซ้ำไป

อีกประเด็นสำคัญ ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ออกมาแนว ตอนต้นไม่รู้จัก ตอนกลางเรามาเจอกัน ตอนจบเรารักกันหวานชื่นจังเลย ที่คนดูเห็นกันอยู่ในหนังรักทั่วไป คือ เรื่องราวระหว่างทางของทั้งสอง ซึ่งมันดึงดูดเสียจนปลายทางจะเป็นเช่นไร ก็ปล่อยให้มันไปตามวิถี และชะตากรรมของตัวละครเถิด เพราะมันไม่สำคัญอีกแล้ว ที่เราต้องไปคาดหวังกับอนาคต (หรือตอนจบของเรื่อง) เพราะเหมือนทุกๆนาที ของปัจจุบันนั้น สำคัญเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด และเหมือนทั้งเฮเซล และ กัส ผู้ต้องแบกรับความกลัวไว้บนไหล่ น่าจะเป็นผู้เข้าใจข้อนี้ได้ดียิ่งกว่าใครๆ

เราไม่มีทางรู้ได้หรอกครับว่าชีวิตจริง มันจะเป็นดังที่พี่ตูนว่าไว้รึเปล่า แต่กับหนังเรื่องนี้ ที่ส่งเสียงกระซิบ บอกกับเราว่า บางทีชีวิต มันอาจจะไม่ได้มีพรุ่งนี้เสมอก็ได้นั้น เราก็น่าจะหันมาใส่ใจกับวันนี้  และดูแลประคับประคองมันให้ดีที่สุด จริงไหมครับ คุณผู้ชม…

เรื่องนี้ให้ 9.5 ครับ

โดย Lecter

the-fault-in-our-stars-art

———————