What If : น่าจะเจอกันมาตั้งนาน ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร

Home / วิจารณ์หนัง / What If : น่าจะเจอกันมาตั้งนาน ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร

What If วิจารณ์

คงมีสักเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของหลายๆคน ที่เคยรู้สึกว่า เอ๊ะ ทำไมเพื่อนเราคนนี้ทำไมมันดูดีขึ้นทุกวัน อยากอยู่ใกล้มันทุกวัน เลยเถิดไปจนอยากอัพเกรดสถานะในเฟสบุ๊คขึ้นไปอีกขั้น ให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่ก็อย่างว่า การเผยความรู้สึกแบบนี้ มันก็สุ่มเสี่ยงต่อมิตรภาพและมุมมองชีวิต ซึ่งนั่นทำให้ What If สามารถเข้าไปนั่งในใจผู้ชมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เพราะมันกำลังสะท้อน และสะกิดให้เรานึกถึงความลับลึกๆ ที่ไม่กล้าบอกได้ไม่มากก็น้อยล่ะ

What If เล่าเรื่องราวของ วอลเลซ หนุ่มที่พึ่งอกหักรักคุด ที่ได้มาพบกับสาว ชานทรี ในงานปาร์ตี้ผ่านการแนะนำจาก อลัน ลูกพี่ลูกน้องของเธอ วอลเลซ เจอปุ๊บก็สปาร์คแอบหลงรัก ชานทรี เอาทันที ด้วยรสนิยมที่ใกล้เคียง ทำให้ทั้งสองเริ่มสนิทกัน แต่ก็มารู้ทีหลังว่าสาว ชานทรี มีแฟนอยู่แล้ว ทำให้ วอลเลซได้แต่ตาละห้อย จะบอกรักเธอไปก็ไม่ได้ คงทำได้แค่พยายามรักษาระยะห่างให้หยุดไว้ที่เพื่อน แต่เรื่องแบบนี้ ใครมันจะห้ามใจไหวกันล่ะจริงไหม

เรื่องราวการแอบรักเพื่อน เป็นพล็อตหนังที่พูดถึงกันมาเนิ่นนาน จนแทบหาความแปลกใหม่ไม่ได้แล้ว และสำหรับ What If ถึงแม้มันจะไม่ได้ชวนยิ้มแก้มปริ หรือร้องไห้น้ำตาแตก แต่หนังก็ใช้ความโรแมนติกเล็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่าง วอลเลซ และ ชานทรี ได้อย่างลงตัว และสัมผัสถึงความอบอุ่นเรื่อยๆ มากกว่าจะดุเดือดเร่าร้อน (ดังที่จะเห็นได้จากคู่ของ อลัน ที่จัดหนักจัดเต็มไม่แคร์ประชาคมโลก) และเน้นหนักไปทางโลกสวย มากกว่าจะมาฟูมฟายอะไรนักหนา

ซึ่งภาระหนักตกไปอยู่ที่อดีตพ่อมดแว่นสายฟ้ากลางหัวอย่าง แดเนียล เรดคลิฟฟ์ จากการพักแสดงบทแปลกๆ มาเล่นเป็นมนุษย์ปกติครั้งนี้ ก็ทำให้คาแร็คเตอร์สับสนชีวิต และดูขาดๆเกินๆ ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ และสามารถนำพาหนังไปได้แบบเรื่อยๆ ไม่เครียด ดูสบายๆ กินป๊อปคอร์นจิบโค้ก แอบจับมือคนข้างๆ ไปได้อย่างเพลินๆ

และด้วยความที่ตัวบทไม่ได้มีอะไรใหม่ชวนเซอร์ไพรส์ มันจึงดำเนินไปตามสูตรที่เคยๆกันอย่างพอเดากันได้ ตามสไตล์หนังฟีลกู้ด อีกทั้งในช่วงแรก ออกจะอุดมไปด้วยบทสนทนาปริมาณหนาเตอะ ทำให้ไม่ได้ตื่นเต้นกับความสัมพันธ์ ที่ค่อยๆพัฒนาขึ้นสักเท่าไหร่นัก ความน่าสนใจจึงกันหันเหไปในช่วงกลางเรื่อง ที่เน้นให้เห็นความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบของทั้งสองฝ่าย และบังเกิดเป็นการโหยหาสิ่งมาเติมเต็ม ที่เรียกว่า เพื่อน ที่เข้าใจกัน และคนดูสามารถลุ้นไปกับทั้งสองได้เช่นกันว่า วอลเลซ จะพูดความจริงไหม หรือคอยสังเกตว่า ชานทรี เริ่มมีใจให้บ้างหรือยัง ก่อนจะมาถึงจุดแตกหักสำคัญ ที่คลี่คลายความในใจของทั้งสองในที่สุด

อีกส่วนที่จะทำให้คนดูรู้สึกแฮปปี้สำหรับ What If  คือมุขตลกเล็กๆ ที่หยอดมาเป็นพักๆ และไม่ขัดกับอารมณ์โรแมนติกที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ที่เรียกรอยยิ้มได้เกือบจะทุกครั้ง อีกทั้งคาแร็คเตอร์ของบรรดาตัวประกอบแวดล้อม ที่ดูจะล้นทะลัก ท้าชนทุกอย่างเพื่อความมันส์ ขัดกับบุคลิกของพระนางที่ต่างก็เว้าแหว่ง ไม่กล้าเผชิญหน้า อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทำให้คนดูอย่างเราๆ ที่รู้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างในหนัง อาจเผลอไปทำหน้าที่ตัวประกอบ ช่วยดันทั้ง วอลเลช และ ชานทรี ให้ลงเอยกันเสียที ถึงแม้ฝ่ายหญิงต้องเลิกกับแฟนก็เถอะนะ น่าแปลกเหมือนกันที่หนังหลายเรื่อง ชวนให้เราดำดิ่งจนคล้ายจะเป็นพระเอกนางเอกเสียเอง แต่ในหนังเรื่องนี้ กลับรู้สึกอยากเป็นตัวประกอบ ที่มองห่างๆ ไม่ได้ใกล้ชิดอะไรมาก แต่ก็อยากยื่นมือออกแรงดันให้ทั้งคู่ใกล้กันได้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เพื่อป้องกันการสปอยล์ เราคงไม่อาจบอกได้ว่าสุดท้ายแล้ว วอลเลช และ ชานทรี จะสุุขสมหวังกัน หรือต่างคนต่างไปตามวิถี แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่น่ารัก และใจตรงกันของทั้งคู่ เราเองก็อยากให้ทั้งสองเจอกันเร็วกว่านี้ ก่อนที่ ชานทรี จะเป็นของใคร และถ้าปาฏิหาริย์แบบนั้นมันมีจริง เราก็อาจได้เห็นหนังโรแมนติกดีๆ ที่ไม่เกี่ยวกับแอบชอบเพื่อน อีกหนึ่งเรื่องเลยก็ว่าได้

เรื่องนี้ให้ 8/10 ครับ

โดย Lecter

—————————

What If Art