Boyhood : มหากาฬแห่งโลกภาพยนตร์

Home / วิจารณ์หนัง / Boyhood : มหากาฬแห่งโลกภาพยนตร์

url

พูดจริงๆเลยว่าตั้งแต่เห็นตัวอย่างในทีแรก ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวหนังจะได้เข้าฉายในโรงที่ไทยให้ดูเป็นขวัญตากันด้วย เพราะฉะนั้นก่อนอื่นคงต้องขอกราบงามๆกับค่าย UIP ที่นำเอา Boyhood เข้ามาฉายให้คอหนัง และขาจรได้รับรู้ถึงประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมแห่งภาพยนตร์ครั้งนี้

เพราะ Boyhood คือภาพยนตร์ที่ใช้เวลาถ่ายทำถึง 12 ปี ผลงานของริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ จาก Before 3 ภาค กับการติดตามการเติบโตของเด็กชายคนหนึ่ง ภาพยนตร์ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับความสุข เศร้า และซึ้ง พร้อมพบกับการเปลี่ยนผ่านของสังคม การเมือง และเทคโนโลยีอีกด้วย

ซึ่งเอาเป็นว่าใครที่เคยดูหนังเรื่องก่อนๆของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ทั้ง Before 3 ภาค, หนังแมสอย่าง School of Rock หรือแม้แต่หนังตลกร้ายอย่าง Bernie จะพบได้ว่าหนังของเขาส่วนใหญ่มักจะเป็นการศึกษาถึงชีวิต และ การเจริญเติบโตของตัวละคร ซึ่งที่ทำให้เขาโด่งดังที่สุดก็น่าจะหนีไม่พ้น Before ไตรภาค ที่สามารถสำรวจถึงเรื่องราวความรักตั้งแต่แรกเจอ จนถึงวัยกลางคนได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผ่านระยะเวลาที่แต่ละภาคห่างกันนานถึง 9 ปี แต่กระนั้นแล้วนั่นก็เป็นหนังที่ใช้เวลาถ่ายทำเพียงแค่ 20 กว่าวัน เพราะฉะนั้นเมื่อหันมาลองมองดูหนังเรื่องใหม่อย่าง Boyhood ที่ใช้เวลาถ่ายทำถึง 12 ปี นี่ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้เข้าไปสู่ใจของคุณได้ไม่ยากเท่ากับ Before เลยหล่ะ

โดยเอาเข้าจริงๆเลย Boyhood เนี่ย มันก็ไม่ต่างจากหนังดราม่า เรื่องอื่นๆที่ชาวอเมริกันเขาสร้างกันมาถมเถ พ่อแม่เลิกกัน, ลูกมีปัญหา, สังคมเสื่อมโทรม และอะไรก็ว่ากันไปที่จะทำให้ตัวเอกของเราเขวไปจากอนาคตอันดีได้ แต่เนื่องด้วยวิธีการเล่าเรื่องของ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ และประเด็นที่ตัวหนังหยิบมาเล่น เลยทำให้รู้สึกว่า Boyhood มันไม่ใช่เพียงหนังที่ใช้ข้อแม้ว่า ‘ฉันถ่ายหนังมา 12 ปี’ มาเพื่อให้คนดูโอ้อวยกันไปตามเนื้อผ้า แต่เนื้อหาจริงๆของมันที่กินใจคงหนีไม่พ้นการที่มันเน้นที่จะเล่าเรื่องของชีวิตประจำวันเหล่านี้แหละ ที่แสดงให้เห็นถึงการประกอบตัวรูปร่างออกมาเป็น เมสัน พระเอกของเรื่อง ที่มีทั้งมุมที่ต้องผ่านเรื่องราวแย่ๆ และทดลองถึงประสบการณ์ทางสังคม ทั้ง ครอบครัว เพื่อน และ ตนเอง

ระดับการตัดต่อช่วงเวลา 12 ปีของ ลิงค์เลเทอร์ ก็นับได้ว่าเฉียบขาดมากๆ มันไม่ได้รู้สึกเสียดายถึงฟุตเทจ หรือระยะเวลาอันยาวนานในการถ่าย เพราะสิ่งที่ ลิงค์เลเทอร์ ต้องการพูดถึงคือ ‘เวลามันผ่านไปไวอย่างกับโกหก’ ก็นับได้ว่าเป็นอีกสิ่งที่เราทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์ร่วมไปกับมัน ซึ่งการเลือกใช้ เพลง และ เทคโนโลยี รวมถึงเรื่องการเมือง เพื่อมาแสดงถึงเรื่องราวสำคัญในปีนั้นๆ ก็ไม่ได้เข้ามาแค่เพื่อเป็นตัวชี้วัดว่าตอนนี้ คนดูกำลังได้สัมผัสปีอะไรอยู่ในระหว่างที่หนังถ่าย แต่มันยังเล่นกับเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างเฉียบคม และต้องขอชื่นชมการพัฒนาบทแทบทุกปีของผกก. ลิงค์เลเทอร์ ทั้งการพูดถึง โอบาม่า, สตาร์ วอร์ส และ บุช

พระเอกของเราอย่างนักแสดงหน้าใหม่ เอลลา โคลเทรน ที่ถูกเซ็นสัญญาถ่ายทำเรื่องนี้ตลอดระยะเวลา 12 ปี เชื่อว่าในหลายช่วงเวลานั่นไม่ได้มาจากการแสดง แต่มันอาศัยถึงเหตุการณ์ที่เขาพบเจอในชีวิตประจำวันก่อนจะมาถ่ายหนังเรื่องนี้จริงๆ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น มัธยมปลาย ที่ตัวละครกระสับกระส่าย, ไม่แน่นอน ก็ล้วนรู้สึกว่ามาจาก inner ของนักแสดงเยอะพอสมควร เช่นกันกับตัวละครแม่ของ แพทริเซีย อาร์เควตต์ ที่หลีกหนีความเป็นแม่แบบในหนัง ที่มาร้องห่มร้องไห้ ด้วยการแสดงที่อบอุ่น และการเข้าถึงของตัวละคร เช่นกันกับ อีธาน ฮอว์ค ที่อดไม่ได้เมื่อได้เห็นหน้าตาของเขาตอนหนุ่มๆในช่วงแรกของหนัง แล้วมันทำให้คิดถึงช่วง Before ภาคแรกจริงๆ

ซึ่งเอาเป็นว่าสำหรับใครที่เป็นคอหนัง ก็คงจะรู้ถึงกระแสเรื่องนี้กันอยู่แล้วว่ามันพลาดไม่ได้ แต่สำหรับใครที่เป็นขาจรที่ยังคงลังเลอยู่ ก็อยากให้ลองสัมผัสถึงหนังที่รู้สึกได้ถึงความเป็นมหากาฬ ที่เฉพาะในแง่ของการถ่ายทำ ก็ทะเยอะทะยาน เช่นกับตัวบท และการแสดง ที่สมควรดู

เรื่องนี้ผมให้ 10/10 ครับ