The Maze Runner : เท้าคู่นี้ ขอวิ่งเพื่อรอด

Home / วิจารณ์หนัง / The Maze Runner : เท้าคู่นี้ ขอวิ่งเพื่อรอด

The-Maze-Runner-Movie

มากันอีกแล้วสำหรับหนังที่สร้างจากนวนิยายวัยรุ่น ที่หวังจะประสบความสำเร็จตามฟอร์มของเหล่า ทไวไลท์ และ ฮังเกอร์ เกมส์ เพียงแต่ว่าคราวนี้มันไม่มีเรื่องรักๆมาเกี่ยวข้อง มีแต่การเอาตัวรอดจากเขาวงกตประหลาดล้วนๆใน The Maze Runner ที่มีคิวฉายบ้านเรา 18 กันยายนนี้ครับ

เรื่องราวของ โธมัส (ดีแลน โอ’บรีน) ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองติดอยู­่ในเขาวงกตขนาดใหญ่กับกลุ่มเด็กผู้ชายคนอื­่นๆ เขาจำได้เพียงความฝันประหลาดเกี่ยวกับองค์­กรลับที่ชื่อ W.C.K.D. การนำเรื่องราวในอดีตกับปมปริศนาต่างๆ มาปะติดปะต่อกันทำให้โธมัสเกิดความหวังว่า­จะรู้ความจริงและหาทางหลบหนีออกไปให้ได้ โดยภาพยนตร์สร้างขึ้นจากนิยายสุดระทึกขายดีของ เจมส์ แดชเนอร์ ที่มีอยู่ 3 เล่มด้วยกัน

หนังกำกับโดยผกก.หน้าใหม่อย่าง เวสส์ บอล ที่ได้กระโดดขึ้นมาทำหนังใหญ่เพื่อเป็นการเปิดตัวชื่อเสียงของเขาเป็นเรื่องแรก เพราะจากหนังสั้นแนวไซไฟสุดล้ำของเขา ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมไม่เคยอ่านนิยายชุด The Maze Runner มาก่อน แต่ถ้าจะให้เทียบกับหนังที่สร้างจากนิยายวัยรุ่นเรื่องอื่นๆที่ออกมาเกร่อในช่วงนี้ The Maze Runner จัดได้ว่าเหนือกว่าคู่แข่งเรื่องอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้อาจจะยังไม่ได้เทียบเท่า ฮังเกอร์ เกมส์ แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ทำเสียของเหมือนหลายๆเรื่องที่ผ่านมา โดยยอมรับเลยว่าในทีแรกที่เห็นตัวอย่างเรื่องนี้ก็ค่อนข้างมีอารมณ์ว่าหนังมันให้ความรู้สึกเช่นเดียว Cube ในแง่ของการนำเสนอเรื่อง และการที่ตัวเอกส่งมาจากกล่องประหลาดๆเหมือนกัน

และหลังจากที่ได้ชมนั่นก็ยังเกิดความรู้สึกแบบนั่นอยู่ เพียงแต่ว่านี่มันคือ Cube ฉบับที่ผสมผสานความคัลท์ และ แมส ในแง่ของการนำเสนอ และประเด็นแฝงซ้อนได้ค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว ซึ่งมองเริ่มแรกในแง่ของฉากแอ็คชั่น ระทึกขวัญ ที่ดูจะเป็นจุดขายของหนัง ก็หาทำได้น่าเกลียดไม่ โดยเฉพาะในฉากวิ่งฝ่าเขาวงกตที่ค่อนข้างลุ้นระทึก ไม่น่าเบื่อ ผสมผสานไปกับการเล่าเรื่องที่เหมือนค่อยๆให้ชิ้นส่วนคนดูมาทีละอันๆ ตามสไตล์หนังแนวนี้ได้น่าติดตามกำลังดี และไม่เอื่อยเฉื่อยเกินไป

ซึ่งถ้าหากบอกว่า ฮังเกอร์ เกมส์ มีเรื่องราวประเด็นทางการเมืองเป็นตัวชูโรง ก็คงต้องขอยกว่า เมซ รันเนอร์ ก็มีประเด็นทางด้านสังคมมาเป็นตัวชูเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในตอนจบของหนังที่เหมือนจะปิดหัวรวบท้ายทุกสถานการณ์ของตัวหนังได้ดี ถึงแม้จะหลายส่วนที่น่าเคลือบแคลงถึงการตัดสินกล่มบุคคลอยู่บ้างพอสมควร แต่กระนั่นแล้วหนังก็ยังเป็นการตอกย้ำอีกเรื่องว่า สังคมมนุษย์ และรวมถึงเรื่องราวของ อัตลักษณ์, ตัวตน และ ความทรงจำ เป็นสิ่งที่ยังคงเรียนรู้ได้ยาก และบางทีการวิ่งหนีในเขาวงกตจริงๆของตัวหนัง อาจจะง่ายกว่าการหาทางออกจากเขาวงกตในจิตใจมนุษย์เสียอีก

แต่กระนั่นแล้วสิ่งที่ยังคงต้องมีให้ติอยู่บ้าง และก็ดูเหมือนว่าจะเป็นส่วนที่ทางค่าย และ ผู้กำกับคงจะรู้กันแหละ แต่ก็ยังคงปล่อยมา คือ ทัศนคติ ของตัวหนังที่ออกมาประมาณว่า ฉันต้องมีภาคต่อ แน่ๆ มันเลยทำให้รู้สึกว่าหลายส่วนในหนังภาคแรกนี้มันกั๊กเอามากๆ ทั้งในแง่ของตัวละคร สถานการณ์ และ เรื่องราวทั้งหมด คือความจริงก็ไม่ได้หวังให้มันเล่าจบภายในภาคเดียว แต่หลายครั้งหลายคราบางตัวละครก็ดูไม่ต่างจาก Prop เดินได้ ทั้งที่มีนักแสดงเก่งๆมารับบทให้ รวมถึงช่วงเฉลยเรื่องราวทั้งหมดอีกด้วย แต่กระนั่นแล้ว ถึงจะพูดมาขนาดนี้ ก็หวังว่าหนังนั่นจะทำเงินจนมีภาคต่อออกมาจนได้นั่นแหละ ตามสไตล์ของคนไม่ชอบอ่านนั้นเอง

โดยสรุปแล้ว The Maze Runner น่าจะเป็นหนังที่ยังเหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังแบบที่เปิดเรื่องมาด้วยความมึนงง ก่อนที่จะค่อยๆให้ชิ้นส่วนคนดูไปปะติดปะต่อกัน ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นก็ดำเนินควบคู่กับฉากแอ็คชั่น ระทึกๆ ไม่น่าเบื่อ ซึ่งถ้าให้เทียบกับหนังที่สร้างนิยายวัยรุ่นเรื่องอื่นๆที่สร้างกันเกร่อ ส่วนตัวคิดว่า Maze Runner ก็ดีที่สุดในช่วงนี้แล้วครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ