As Above, So Below : แดนหลอนสยองใต้โลก ลงสู่สุสานใต้ดินปารีสแล้วมาคุยกัน

Home / วิจารณ์หนัง / As Above, So Below : แดนหลอนสยองใต้โลก ลงสู่สุสานใต้ดินปารีสแล้วมาคุยกัน

urdl

กลับมาอีกแล้วสำหรับหนังแนวแฮนด์ เฮลด์ ถือกล้องถ่ายตามแนว Blair Witch Project ที่หลังจากเคยฮิตอยู่พักนึง จนกระทั่งมีหนังแนวนี้ตามมาอยู่เดือนละ 2-3 เรื่อง ตอนนี้ก็ค่อยๆเริ่มจางหายไป จนกระทั่งการมาถึงของ As Above, So Below นี่แหละ ที่จุดประกายความเป็นหนังแฮนด์ เฮลด์ สุดๆอีกครั้ง

เรื่องราวของ สการ์เล็ตและเหล่านักสำรวจ เดินทางลงไปสู่สุสานใต้ดินที่อยู่ใต้ท้องถ­นนในกรุงปารีส ซึ่งเต็มไปด้วยกองกระดูกมนุษย์และเป็นที่ส­ิงสถิตของวิญญาณนับล้าน การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการผจญภ­ัยธรรมดา แต่กลับกลายเป็นการเดินทางสู่นครแห่งความต­ายที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและ ความสยดสยอ­ง พวกเขาต้องเผชิญกับบางสิ่งบางอย่างที่ตามห­ลอกหลอนและจ้องจะพรากชีวิตพวกเขาด้วย

หนังกำกับการแสดงโดย จอห์น เอริค ดาวเดิล ผกก.ที่เคยมีประสบการณ์จากหนังแนวนี้มาแล้ว ในหนังแฮนด์เฮลด์รีเมคอย่าง Quarantine และรวมถึงหนังคนติดลิฟท์อย่าง Devil อีกด้วย ซึ่งการหยิบเอาการถ่ายทอดแบบแฮนด์เฮลด์มาเล่นอีกในสมัยนี้ ก็แน่นอนว่ามันไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่แล้ว เพราะตอนนี้หนังไม่สามารถทำให้คนเชื่อได้แล้วว่าสถานการณ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้านั่นเป็นของจริง เพราะฉะนั้นลูกเล่นแบบนี้ที่มีดีก็เห็นจะมีแค่การที่มันเป็นมุมมองที่ใช้แทนสายตาของคนดูให้รู้สึกอยู่ร่วมไปกับตัวละคร ทั้งมีความอึดอีด กลัว และ กระวนกระวาย ซึ่งในส่วนนี้ต้องขอบคุณให้กับสถานที่การถ่ายของ As Above, So below ที่สามารถตอบโจทย์ทุกของการเล่นกับความน่าอึดอัดของคนดูได้อย่างพอดิบพอดี

ซึ่งสถานที่คับแคบภายใต้สุสานของปารีส ทำให้ไม่ว่าหนังจะถ่ายทอดออกมาอย่างไร หรือจะเล่นมุกตุ้งแช่ในช่วงไหน ก็ต่างสำเร็จไปหมด เพราะมันทั้งอึดอัด และ แห้งแล้ง ไม่เหมาะสำหรับคนที่กลัวที่คับแคบเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกล้องที่สั่นไหวตลอดเวลาอีกด้วย ซึ่งเอาเข้าจริงๆเนี่ย As Above, So Below ถือว่าเป็นหนังแนวนี้ที่ตั้งความหวังไว้ค่อนข้างต่ำมากๆ เพราะในใจคิดว่าหนังแนวนี้มันจะมาได้สักกี่น้ำกันเชียว แต่พอลองดูจริงๆแล้วก็พบว่า ความจริงหนังมันก็ไม่ได้หลับหูหลับตาทำตามๆกันมาขนาดนั้น เพราะ As Above, So Below ก็มีหลายส่วนที่ต้องยอมรับว่าพยายามจะปรับเปลี่ยนจากหนังแนวแฮนด์เฮลด์ก่อนๆให้ดูดีขึ้น ด้วยมุกพลิกหลอก, การพูดถึงเผชิญหน้าและแก้ไขกับอดีตอันหลอกหลอนของมนุษย์ และ รวมถึงการวางคาแรกเตอร์หนังที่น่าสนใจ

โดยเฉพาะในช่วง 20 นาทีสุดท้ายที่ต้องขอคารวะกับความบ้าคลั่งของตัวหนัง ที่สามารถเปิดโอกาสให้คนดูได้ระแวง และเปิดช่องให้ผู้กำกับสามารถใส่ทุกอย่างเข้าไปได้อย่างไม่ยั้ง นับว่าเป็นหนังแฮนด์เฮลด์ที่ให้อารมณ์คล้ายความมันส์ใน 15 นาทีสุดท้ายของ Paranormal Acitivty ทุกภาคได้อย่างไม่ยากนั่นเอง

แต่กระนั่นแล้วข้อเสียเดิมๆของหนังแนวนี้ที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมยังไม่แก้ไข คงหนีไม่พ้นการสร้างคาแรกเตอร์ของตัวหนัง ซึ่งเอาเข้าจริงๆตัวประกอบในเรื่องนี้ไม่ได้ใครโง่ หรือพยายามโวยวายเลยสักนิด.. นอกจากตัวนางเอกของเราเอง ซึ่งทั้งที่แล้วเราจะต้องเป็นฝ่ายเอาใจช่วยเธอ แต่การดำเนินเรื่องผ่านสายตาคนอื่นที่มีต่อเธอนั้นกลับไม่น่าเอาใจช่วยเสียเลย รวมถึงถ้าหากคุณไม่ใช่คนที่ชอบหนังแนวกล้องส่ายไปมา หรือสถานที่คับแคบ ความยาวเพียง 90 นาทีของหนังเรื่องนี้ ก็อาจจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ในโรงมา 3 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้

เรื่องนี้ผมให้ 6.5/10 ครับ