The Prince : ความแค้นมีวันหมดอายุ

Home / วิจารณ์หนัง / The Prince : ความแค้นมีวันหมดอายุ

the-prince

เข้าฉายกันแล้ว สำหรับหนังแอ็คชั่นที่หน้าหนังดูจะเป็นสไตล์ดูเอามันส์ สำหรับ The Prince ที่มีนักแสดงนำดึงดูดยิ่งกว่าชื่อผู้กำกับ และ โปรดิวเซอร์ เพราะงานนี้ขนมาทั้ง บรูซ วิลลิส, เรน, จอห์น คูแซ็ค และ เจสัน แพทริค จาก Speed 2 เลยทีเดียว

เรื่องราวของ พอล เบรนแนน (เจสัน แพทริค) อดีตหัวหน้ามาเฟียนิวออร์ลีนส์ ได้ถอนตัวออกจากวงการอาชญากรรม เพื่อไปใช้ชีวิตสงบเงียบด้วยการเปิดอู่ซ่อมรถยนต์ในเมืองมิสซิสซิปปี้ที่ ห่างไกล แต่เมื่อเบธ (เกีย แมนแท็คน่า) ลูกสาวของเขาหายตัวไป พอลจึงถูกบีบให้เดินทางกลับมาพบกับบรรดาคู่ปรับเก่าของเขาอีกครั้ง ด้วยความช่วยเหลือของแองเจล่า (เจสสิก้า ลาวด์ส) เพื่อนของเบธ ทำให้พอลได้เผชิญหน้ากับโอมาร์ (บรูซ วิลลิส) ชายผู้มีอำนาจมากที่สุดในเมือง จนเป็นที่มาของการต่อสู้เปรียบเสมือนการกู้ศักดิ์ศรีคืนจากความผิดพลาดใน อดีตของพอล ให้มันสาสม

หนังกำกับโดย ไบรอัน เอ มิลเลอร์ ผู้กำกับที่หลายคนไม่รู้จักชื่อก็คงไม่แปลก เพราะเขาเป็นผกก.ที่อยู่แต่กับงานแอ็คชั่นเกรดบี ที่ส่งตรงลงแผ่นในอเมริกาอย่างเดียว เช่นล่าสุดอย่าง Office Down นั่นเอง ซึ่งมาเรื่องนี้ดูเหมือนว่าเขาจะได้ทุนเยอะขึ้นในการจ้างนักแสดงมาร่วมทำหน้าหนังให้ดึงดูด พร้อมกับพล็อตง่ายแสนง่าย ซึ่งถ้าหากจะทำให้ดูเอามันส์ ดูเอาเพลิน ก็น่าจะทำได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่รู้ว่าทำเหมือนกัน เมื่อตัวหนังจริงๆที่ The Prince ออกมาแล้ว กลับยังไม่สามารถทำตามเป้าหมายของหนังแนวนี้อย่าง ดูเอามันส์ ได้อย่างสาสมนัก

เพราะฉากแอ็คชั่นใน The Prince นอกจากจะออกมาค่อนข้างเกรดบีแล้ว ยังต้องบอกเลยว่าค่อนข้างธรรมดาเสียเหลือเกิน จนรู้สึกว่าแอบเสียดายชื่อของทีมนักแสดงชื่อดัง โดยเฉพาะ บรูซ วิลลิส ที่นานๆทีจะได้มารับบทตัวร้ายกันบ้าง แต่กลับไม่ค่อยมีซีนให้โชว์บู๊อย่างที่สมใจหวัง เห็นก็จะมีแต่ให้ เรน นั่นเป็นตัวละครขโมยซีนทางด้านฝั่งตัวร้ายเสียมากกว่า ส่วนในแง่ของพระเอกอย่าง เจสัน แพทริค ที่ก็เคยเห็นแต่จากหนังลงแผ่น ก็อาจจะยังมีเสน่ห์ในแง่ของหน้าตาที่ให้มาดของคุณพ่อหวงลูก แต่น่าเสียดายที่ตัวบทในเรื่องนี้นั่นกลับยังไม่สามารถปูให้ตัวละครนี่น่าเชื่อถือ และพร้อมจะลุ้นไปกับเขาแบบ Taken เคยทำเอาไว้ได้

สิ่งที่น่าสนใจจริงๆของตัวหนัง ก็เห็นจะเป็นการพูดถึงเรื่องการล้างแค้นของแต่ละตัวละคร ที่หนังสร้างสถานการณ์ความลังเลให้แก่การล้างแค้น และ การชำระแค้น ได้ค่อนข้างพอไหวในระดับนึง เมื่อแต่ละตัวละครต่างมีความลังเลในการต้องการแก้ไขอดีตของตน แต่กลับไม่ต้องการจะให้มือเปื้อนเลือด พวกเขาจึงต้องเลือกระหว่างปัจจุบัน หรือ อนาคต ที่อดีตอาจจะส่งผลต่อมานั่นเอง

ซึ่งโดยสรุปแล้ว The Prince ก็เป็นหนังแอ็คชั่น เกรดบี เรื่องนึง ที่ถ้าหากพูดถึงแง่ของทุนสร้าง และ สเกล หนัง ฉากแอ็คชั่นก็พอดูได้ในระดับของตัวหนังเอง แต่ถ้าหากใครจะหวังเข้าไปบู๊แบบระเบิดภูเขา เผากระท่อมอาจจะมีผิดหวังหน่อย ข้อดีของมันคือเป็นหนังที่ดูแล้วหายคิดถึงป๋า บรูซ วิลลิส และ เรน ที่รายหลังหายหน้าหายตาไปจากโรงบ้านเราตั้งแต่ Ninja Assassin นู้นเลย

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ