Serena : เพราะความรัก ฉันเลยหวงเธอ

Home / วิจารณ์หนัง / Serena : เพราะความรัก ฉันเลยหวงเธอ

1412241044476_wps_12_SERENA_Exclusive_Clip_for

กลับมาเจอกันอีกครั้งแล้ว สำหรับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์​ และพระเอกหนุ่ม แบรดลี่ย์ คูเปอร์ หลังจากเคยควงคู่กันเข้าชิง และมีฝ่ายนึงได้ออสการ์ไปจากทั้งหนังอย่าง Silver Lining Playbook และ American Hustler ตอนนี้หนังใหม่ของพวกเขาก็ได้เข้าฉายในไทยกันอย่างไม่ตกกระแส นั่นคือ Serena หรือชื่อไทยอย่าง รักนั้นเป็นของเธอ

หนังสร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของ รอน แรช เรื่องราวของคู่แต่งงานใหม่ จอร์จ และ เซรีน่า เพมเบอร์ตัน (รับบทโดย แบรดลีย์ คูเปอร์ และ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ที่เดินทางจากบอสตันไปยังรัฐนอร์ธแครอไลน่า ที่พวกเขาเริ่มต้นอาณาจักรค้าไม้ในปี 1929 ด้วยกัน แต่หลังจาก เซรีน่า พบว่าตัวเองไม่สามารถมีลูกได้ ความกดดันก็ทำให้เธอเริ่มค้นประวัติของ จอร์จ ก่อนพวกเขาจะแต่งงานกัน และเรื่องราวก็หันไปสู่ความรุนแรงเมื่อ เซรีน่า พบว่า จอร์จ ปกปิดความลับเกี่ยวกับครอบครัวนอกกฎหมายของเขามาโดยตลอด

หนังกำกับโดย ซูซาน เบียร์ส จากหนังเดนมาร์กรางวัลออสการ์อย่าง In a Better World ซึ่งมาคราวนี้หนังที่เธอหยิบมาถ่ายทอดก็ยังไม่คงหนีไม่พ้นเรื่องราวความรัก และ สังคมโดยข้าง ซึ่งในคราวนี้จะมารูปแบบสไตล์ย้อนยุคที่มีกลิ่นไอของความเป็นคาวบอย ตะวันตก ซะส่วนใหญ่ แต่น่าเสียดายที่เรื่องราว และ โปรดัคชั่นเหล่านั้นมันต้องมาอยู่ในหนังที่เปรียบเสมือนเป็น Soap Opera หรือละครน้ำเน่าอย่างเช่นหนังเรื่องนี้ ซึ่งเอาเข้าจริงๆผมว่าหลายๆคนก็ค่อนข้างมีจุดให้สนุกกับละครน้ำเน่าเป็นเรื่องๆไปนะ ไม่ว่าจะเป็นการที่ตัวร้ายนั่นน่าตบ หรือแม้แต่เรื่องราวความรักเกินชีวิตของคู่พระนาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะเป็นสิ่งที่คอยเอนเตอร์เทนคนดูให้สนุกอยู่สม่ำเสมอ แต่สำหรับ Serena ก็ดูเหมือนว่าหนังจะค่อนข้างรู้ตัวเองช้าไปหน่อย ว่าบท และ เรื่องราวที่ปูมานั่นไม่ได้ผล จนต้องกลายร่างเป็นหนัง น้ำเน่า เต็มตัวในช่วงนาทีสุดท้าย ซึ่งมันก็ไม่ทันเสียแล้ว

จึงทำให้ค่อนข้างรู้สึกว่าในช่วงแรกของ Serena ตัวหนังนั่นค่อนข้างอืด และ ไม่มีทิศทางอย่างแน่ชัด จนรู้สึกว่าหลายครั้งที่หนังทอดทิ้งคนดูอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในด้านของงานตัดต่อ และ การเล่าเรื่องของหนัง ที่ยังไม่สามารถถ่ายทอดทั้งเรื่องราวของ ความรัก และ สังคมในยุคสมัยนั่นออกมาได้ดีเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องแบบค่อนข้างข้าม และการทอดทิ้งปัจจัยหลักของหนังอย่างเรื่องราวของ เพศ และ ความรัก ไปในหลายช่วงขณะทีเดียว

สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะยังคอยอุ้มชูหนังให้เรื่องนี้สามารถก้าวเดินต่อไปได้ และตราตรึงคนดู เห็นทีมีแต่งานด้านการแสดงของ เจนนิเฟอร์​ ลอว์เรนซ์ และ แบรดลี่ย์ คูเปอร์ โดยเฉพาะรายแรกที่เธอยังค่อนข้างจัดเต็มกับงานแสดง โดยเฉพาะในช่วงการถ่ายทอดคาแรกเตอร์ใน 30 นาทีสุดท้าย เมื่อตัวหนังกลายเป็นหนังน้ำเน่าอย่างเต็มตัว ถือว่าเป็นการสร้างตัวละครของตนเองออกมาได้ร้ายลึก ซึ่งดูแล้วรู้สึกถูกอกถูกใจมากๆ หนำซ้ำการที่มุมกล้องนั่นพยายามจะมุ่งเน้นแววตาคู่ร้าย และจิตใจอันสกปรกของเธอ ก็ยิ่งน่าเสียดายเลยว่า ทำไมหนังไม่จมสู่ด้านมืดตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้จักกัน ไม่น่าจะกลับกลายมุ่งเน้นไปเรื่องรักหวานๆที่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์ในช่วงท้ายได้มากเสียเลย

โดยสรุปแล้วผมคิดว่าถ้าหากจะเข้าไปดู Serena เพื่อความบันเทิงด้านของงานแสดง และ โปรดัคชั่น ตัวหนังก็ถือว่าสามารถทำได้สำเร็จ เพียงแต่น่าเสียดายถ้าหากตัวหนังเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นละครตบจูบตั้งแต่แรก คงจะมันส์และมีอะไรที่น่าค้นหากว่านี้ครับ

เรื่องนี้ผมให้ 6/10 ครับ