Into the Woods : เพลงเพรียกจากพงไพร

Home / วิจารณ์หนัง / Into the Woods : เพลงเพรียกจากพงไพร

Into the Woods

ความรู้สึกแรก ที่กระแทกเข้าสู่ตัว หลังจากชม Into the Woods ไปได้เกือบครึ่งเรื่อง ว่านี่คือการยกละครเวทีมิวสิคัล มาใส่ในจอภาพยนตร์ หาใช่การสำรวจความเป็นมนุษย์และเชิงลึกของเทพนิยาย แต่มันคือความบันเทิงที่แตะเบาๆ ที่ผิวหน้า เน้นย่อยง่าย เวอร์วังอลังการ และเยอะแยะเสียจนเหมือนพงไพร ที่หมู่ไม้ต่างแข่งกันยืนต้นสูงละลิ่ว

ก่อนจะมาลงโรงฉายในฉบับนี้ Into the Woods เคยเป็นละครบรอดเวย์ ที่ดัดแปลงจากนิทานของพี่น้องกริมม์ (ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ได้โลกสวยขนาดฉบับดิสนีย์) ถ่ายทอดเรื่องราวของ สองสามีภรรยานักทำขนมปัง ที่อยากมีลูกเสียเหลือเกิน แต่ทั้งคู่ก็ไม่สามารถ เหตุเพราะโดนแม่มดสาป วิธีเดียวที่จะคลายคำสาปได้ คือการมุ่งตรงเข้าไปในป่า และหาของทั้งสี่อย่างตามที่แม่มดต้องการมาให้ทันเวลา ในขณะเดียวกัน ด้วยวิถีของ หนูน้อยหมวกแดงกระเพาะคราก แจ็ค เด็กที่มีวัวเป็นเพื่อนเลิฟ แถมโดนแม่ด่าอยู่เป็นนิจ และซิลเดอเรลล่า ที่อยากไปร่วมปาร์ตี้ที่ปราสาท ทำให้ทุกเส้นทางมาบรรจบกันในป่าพิศวงแห่งนี้

ด้วยความที่หนังเน้นเวอร์วังอลังการ ทำให้ตลอดทั้งเรื่องสามารถดื่มด่ำไปกับความสวยงามด้านภาพ และเครื่องแต่งกาย ที่โดดเด่นมาเหนือสิ่งอื่นใดอย่างไม่ติดขัด แต่ถึงกระนั้น ละครเวทีลงโรงครั้งนี้ ก็ยังหลวมโพรกพรากด้านความเป็นมนุษย์ เหตุผลที่ปถุชนธรรมดาพึงมี ถูกโยนเหตุผลทิ้งไปเสียไกลลิบ และตั้งหน้าตั้งตาพาคนดูตรงดิ่งเข้าสู่โลกเทพนิยาย อนึ่งตรงดิ่งเข้าสู่ป่าพร้อมตัวละคร ราวกับนิทานก่อนนอนที่เล่าให้เด็กฟัง เด็กสนุก ผู้ใหญ่ซึม กับเนื้อหานิทาน ไปตามวิถีนั้น

ด้วยความที่ Into the Woods เป็นดังนิทานฉบับมีเพลงประกอบ ทำให้ 2/3 เรื่อง ออกจะเนิบนาบ และชวนง่วงเหงาหาวนอน เสียเป็นส่วนใหญ่ กับการปูเรื่องของแต่ละตัวละครที่เคล้าไปกับการแสดง ที่ต่างฝ่ายต่างแข่งกันเล่นใหญ่ ขว้างปาบทเพลงใส่กันเกินจำเป็น ถึงแม้บรรดานักแสดงจะทำหน้าที่ทั้งร้องทั้งเล่นได้ดีขนาดไหน พลังที่ออกมาก็ดูจะเยอะจนชวนอึดอัด ที่จะจำกัดมันอยู่ในจอสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงหน้า และนำพาเข้าสู่ประเด็นที่หนักแน่น จริงจังขึ้นใน 1/3 ส่วนหลัง ซึ่งนั่นมันอาจสายไปเสียแล้ว

.

ผืนป่าแห่งนี้ไม่ได้เป็นเวทีแสดงบทเพลง แต่มันคือพื้นที่อิสระ สำหรับประกาศตัวตน

.

ถึง Into the Woods จะมีทีท่าว่าเอาใจรุ่นเยาว์ และแฟนๆ มิวสิคัลเวอร์วังขนาดไหน แต่ในความเยอะแยะเต็มไปหมดนี้ ก็ช่วยสร้างคาแร็คเตอร์บางอย่างของตัวละครที่เราคุ้นๆ กัน ในมุมที่เราไม่เคยคาดคิดว่าจะมีมาก่อน หนูน้อยหมวกแดงแสนจะไร้เดียงสา แต่จริงๆ เอาแต่ใจสุดฤทธิ์ หรือเจ้าชายผู้งดงามราวความฝัน ก็มีมุมมันส์ๆ ที่ไม่เอาอ่าวอยู่ แม้แต่แม่นางซิลผู้เลอโฉม จิตใจดี ก็มีแผนซ้อนแผนสไตล์นางร้ายเหมือนกัน ก็ซึ่งข้อนั้นจะทำให้เราเพลิดเพลิน และเผลอหัวเราะกับบุคลิกเกินคาดนี้ ให้ได้ชุ่มชื่นหัวใจกันบ้าง

อย่างไรก็ตาม ผืนป่ากว้างใหญ่แห่ง  Into the Woods ไม่ได้ทำหน้าที่ดังเวทีแสดงบทเพลงอย่างเดียว แต่มันคือพื้นที่อิสระ ที่ใครต่อใครต่างก็มาประกาศตัวตนจริงๆ ที่ต้องเก็บอุบอิบไว้ เมื่ออยู่ในสถานการณ์บังคับ ทั้งจากยศฐาบรรดาศักดิ์ จากคนรอบกาย หรือแม้แต่จากสิ่งที่ร้องขอ อันเกิดจากความต้องการอย่างแรงกล้า และเมื่อสิ่งที่ขอไป มิใช่ได้มาโดยง่าย จึงต้องปลดตัวเองออกจากกรงบางอย่างที่ขังไว้ และยอมทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตนปรารถนา ถึงมันเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ก็ไม่ใช่ธุระอะไรของเราสักหน่อย

เมื่อคุณต้องการสิ่งใด การร้องขอมิใช่เรื่องผิด แต่ในขณะที่ปัจจุบันสมหวัง คุณเคยคิดถึงอนาคตที่กำลังจะตามมาบ้างหรือเปล่า บางครั้งมันก็ไม่ใช่ปัญหา แต่บางครั้งมันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย อย่างที่เพลงเพรียกจากพงไพร ในช่วงท้ายบอกเราไว้อย่างนั้น

เรื่องนี้ให้ 7/10 ครับ

Lecter.

———————-