The Theory of Everything : เพราะความรักเหนือกาลเวลา ชีวิตฉันเลยต้องอยู่กับเธอ

Home / วิจารณ์หนัง / The Theory of Everything : เพราะความรักเหนือกาลเวลา ชีวิตฉันเลยต้องอยู่กับเธอ

url

จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหนังออสการ์ที่มาแรงจริงๆ เพราะว่าเป็นหนังที่ด้านของการแสดงสามารถนำโด่งตามติด Birdman มาได้อย่างไม่มีคำติใดๆ สำหรับ The Theory of Everything หรือในชื่อไทยว่า ทฤษฏีรักนิรันดร ที่เข้าฉายในไทยแล้ววันนี้ครับ

เรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของหนึ่งในมนุษย์ที่ ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง (รับบทโดย เอ็ดดี้ เรดเมย์น)  นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งป่วยเป็นโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม ตั้งแต่อายุ 21 ปี และแพทย์วินิจฉัยว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 2 ปี แต่ด้วยความรัก กำลังใจ และความมุ่งมั่นของ เจน (รับบทโดย เฟลิซิตี้ โจนส์) แฟนสาวผู้ไม่เคยหวั่นไหว ทั้งสองจึงแต่งงานกัน โดยที่สตีเฟ่นไม่ย่อท้อในการต่อสู้กับโรคร้าย ทั้งคู่สร้างครอบครัวและเริ่มต้นสร้างผลงานใหม่ทางด้านการแพทย์และ วิทยาศาสตร์ พวกเขาสร้างความสำเร็จได้มากกว่าที่พวกเขาเคยนึกฝันไว้

หนังกำกับโดย เจมส์ มาร์ช จากหนังสารคดีสุดเยี่ยมอย่าง Man on Wire ที่เรื่องนี้เขาหยิบเอาหนังสือ Travelling to Infinity: My Life with Stephen มาดัดแปลงเป็นหนัง โดยถ้าหากเรานึกถึงหนังชีวประวัติแต่ละเรื่อง ก็จะเห็นว่าแต่ละเรื่องนั่นมักที่จะเน้นเล่าถึงประวัติยาวๆของบุคคลนั้นให้ครบถ้วน แต่กลับไม่ใช่กับในหนังเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่เขาหยิบมาเล่าถึงชีวิตของ สตีเฟ่น อย่างเดียวคือความรักที่เขามีให้กับ เจน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะตัวหนังสามารถไปสุดทางในแง่ของความเป็นโรแมนติค โดยถึงแม้อาจจะไม่สมบูรณ์ในแง่ของการที่จะทำให้เรารู้จักตัวตนในการก่อร่างสร้างตัวของ สตีเฟ่น จริงๆจังๆก็ตาม แต่หนังก็แสดงให้เห็นถึงความรักของเขา และ เจน ว่ามันงดงามเหนือกาลเวลามากแค่ไหน ซึ่งองค์ประกอบต่างๆของหนังก็สามารถช่วยให้หนังดูดีมีราคามากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการถ่ายภาพ ดนตรีประกอบ และรวมถึงงานศิลป์ด้านโปรดัคชั่น

แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือด้านของการแสดง ที่นักแสดงนำทั้ง 2 คนอย่าง เอ็ดดี้ เรดเมย์น และ เฟลิซิตี้ โจนส์ ต่างมอบการแสดงที่ดีที่สุดบนจอภาพยนตร์ให้คนดูได้อย่างไม่น้อยหน้า โดยเฉพาะรายหลังที่เรียกได้ว่าเป็นม้ามืดแห่งออสการ์นำหญิงของจริง (ซึ่งต้องไปสู้กับ จูลีแอนน์ มัวร์ อีกที) เพราะเธอสามารถถ่ายทอดบท เจน ผ่านออกมาจากทั้งแววตา และ ท่าทาง ได้มีออร่าแห่งความรักที่ผิดเพี้ยน และ ปรุงแต่ง จนรู้สึกเลยว่า เธอนี่แหละที่เป็นที่รักที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อ สตีเฟ่น คนที่เธอรักของจริง ไม่ว่าจะต้องยากลำบากแค่ไหน

ซึ่งถึงแม้ว่าชีวิตของ สตีเฟ่น และ เจน จะลำบาก และยากที่จะให้คนดูเข้าใจถึงสภาวะการเป็นอยู่มากแค่ไหน แต่ตัวหนัง The Theory of Everything ก็สามารถหาวิธีมาเล่าเรื่องเหล่านั้นได้อย่างนุ่มนวล อาจจะไม่ครบและเพอร์เฟ็คในองค์ประกอบแง่ของการเป็นหนังชีวประวัติ หรือแนวทางออสการ์ไปบ้าง แต่ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่คุณไม่ควรพลาดที่จะรับชมในโรงภาพยนตร์ครับ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ