Unbroken : ยอมหักไม่ยอมงอ

Home / วิจารณ์หนัง / Unbroken : ยอมหักไม่ยอมงอ

Unbroken

เป็นหนังฟอร์มดีจากอเมริกา เนื่องจากมันเป็นหนังดราม่าชีวประวัติ แต่สามารถทำเงินไปได้สูงทะลุ 100 ล้านเหรียญ สำหรับหนังผลงานการกำกับเรื่องใหม่ของดาราสาว แองเจลีน่า โจลี่ ที่เริ่มทยอยเก็บรางวัลมาบ้างละนิดละน้อยแล้วจากหนังเรื่องนี้ Unbroken หรือในชื่อไทยอย่าง คนแกร่งหัวใจไม่ยอมแพ้ นั่นเอง

หนังติดตามชีวิตอันเหลือเชื่อของ หลุยส์ “ลูอี้” แซมเพอรินี (แจ็ค โอ’ ดอนเนลล์) ฮีโรสงครามและโอลิมปิค ผู้ที่รอดชีวิตจากการลอยอยู่บนแพนาน 47 วัน ร่วมกับลูกเรืออีกสองคน หลังจากเหตุเครื่องบินตกในสงครามโลกครั้งท­ี่สอง ที่ทำให้เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เขากลับถูกกองทัพเรือญี่ปุ่นจับตัวได้แ­ละถูกส่งไปเป็นนักโทษในค่ายกักกันนานหลายปี

ซึ่งนี่เป็นผลงานการกำกับเรื่องที่ 2 จาก แองเจลีน่า โจลี หลังจากเคยเปิดตัวเรื่องแรกไปแล้วในหนังทริลเลอร์ฟอร์มเล็กอย่าง In the Land of Blood and Honey โดยมาคราวนี้ในเรื่องที่ 2 เธอหวังที่จะประสบความสำเร็จด้วยการเข้าชิงออสการ์สำหรับตัวหนัง และทางด้านสาขาการกำกับ แต่น่าเสียดายที่ท้ายสุดแล้วหนังเรื่องนี้กลับไม่มีชื่ออยู่ในสาขาดังกล่าว แต่จะไปฟอร์มแข็งในแง่ของด้านการถ่ายภาพ บันทึกเสียง และ ตัดต่อเสียมากกว่าครับ แต่กระนั้นแล้วก็อย่าเพิ่งจะดูถูกดูแคลนหนังเรื่องนี้มากเกินไป เพราะถึงแม้ตัวหนังจะไม่ได้ออสการ์ แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบดูหนังเพื่อศึกษาชีวประวัติของเหล่าบุคคลในอดีต ที่สามารถเล่าเรื่องได้อย่างง่าย รวดเร็ว และ ว่องไว Unbroken จะเป็นหนังที่สามารถตอบโจทย์นั่นให้แก่คุณได้แน่นอน

เพราะเอาเข้าจริงๆว่ากันตามเนื้อผ้า Unbroken ก็จัดว่าเป็นหนังที่มันสามารถทำตามออกมามาตรฐานของหนังชีวประวัติสายแมสได้ครบทุกข้อ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างครบถ้วนเกี่ยวกับตัวบุคคลเจ้าของประวัติที่หนังหยิบยกมาเล่น และ โปรดัคชั่นใหญ่ๆงามๆ ที่สามารถเนรมิตฉากต่างๆออกมาได้อย่างไม่กั๊ก ที่เป็น 2 ปัจจัยหลักซึ่งเปรียบเสมือนเป็นจุดแข็งของ Unbroken ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีปัจจัยสำคัญในการทำให้หนังมันมูฟคนดูอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในแง่ของการถ่ายภาพจากตากล้อง โรเจอร์ ดีกิ้นส์ ที่ได้เข้าชิงออสการ์ในด้านการถ่ายภาพจากหนังเรื่องนี้ด้วย ก็สามารถถ่ายทอดความงดงาม ความทรมาน และ ความแห้งแล้ง จากทั้งประวัติในยามรุ่งเรือง และ ยามตกต่ำของ หลุยส์ ออกมาได้อย่างไม่น้อยหน้าเรื่องอื่นๆ รวมถึงการเข้าชิงออสการ์กว่า 12 ครั้งแล้ว (และหวังว่าครั้งนี้ออสการ์จะยกให้ลุงแกไปบ้างสักที)

Unbroken คนแกร่งหัวใจไม่ยอมแพ้

โดยอีกหนึ่งจุดแข็งที่ไม่พูดไม่ได้คือทีมนักแสดงในหนังชุดนี้ โดยเฉพาะนักแสดงหน้าใหม่อย่าง แจ็ค โอ คอนเนล ที่ก้าวขึ้นมารับบทนำในหนังใหญ่เรื่องนี้เป็นครั้งแรก ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แต่ฝีมือความสามารถของเขาเชื่อเลยว่าจะสามารถเดินทางไปได้ไกลถึงระดับออสการ์ในอนาคตแน่นอน เช่นเดียวกับทีมนักแสดงอื่นๆที่เหลือที่มีแววฉายความรุ่งไม่ว่าจะเป็น แกร์เร็ท เฮดลันน์, ดอมเหล กลีสันน์ และรวมถึง จาย คอร์ทนี่ย์ ที่พวกเขาล้วนแล้วแต่สามารถยกระดับตัวละครของตนเองให้ไม่น้อยหน้าไปกว่า Landscape งามๆของหนังที่จะกลืนกินพลังการแสดงของพวกเขาไปได้

ซึ่งถึงแม้ว่าตัวหนังอาจจะไม่ได้เจาะลึกมากมายถึงมิติของตัวละครเป็นสำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้ตัวหนังเรื่องนี้น่าสนใจมากๆคือที่ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่าง หลุยส์ และคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นจาก พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง หรือแม้แต่ ชาติ ที่เปรียบเสมือนเป็นตัวผลักดัน และรวมถึงผู้กระทำชำเราของเขาอย่าง วาตานาเบ้ ที่รับบทโดย มิยาวี ซึ่งมีแก่นความสัมพันธุ์แบบเพื่อน และ ศัตรู ซึ่งนับว่าเป็นความน่าสนใจต่อเนื่องจากหนังในแนวนี้อย่าง The Railway Man ที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่สับสนของมนุษย์ระหว่างในช่วงการแตกหักของสงคราม รวมถึงการที่ว่า คนเราจะสามารถยอมให้อภัยแก่คนที่ทรมานเราอย่างสุดขั้วไปอย่างง่ายๆ เมื่อสงครามจบลงจริงๆหน่ะหรอ โดยหนังอาจจะไม่ได้ตั้งคำถามถึงตัวละครบุคคลหลังสงครามจบลงว่ามันส่งผลต่อพวกเขาอย่างไร แต่หนังก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าระหว่างช่วงสงครามนั้น ความโหดร้าย ที่ต้องมีจิตใจเพื่ออยู่รอดมันโหดร้ายแค่ไหน

Unbroken คนแกร่งหัวใจไม่ยอมแพ้

โดยเอาจริงๆคิดว่าทั้งงานด้านของโปรดัคชั่น และ การแสดง ของเรื่องถือว่าสอบผ่านเรียบร้อยแล้ว เห็นทีจะมีแต่เรื่องบทเท่านั้นแหละที่ยังไม่สามารถพาให้ตัวหนังโดดเด่นจนเกินหน้าเกินตาหนังชีวประวัติเรื่องอื่นๆได้ โดยความผิดก็น่าจะต้องโยนให้แก่ตัวหนังเอง ที่ดันเลือกเอาเรื่องจริงของคนนี้มาทำหนัง ที่ในชีวิตของเขาดันมีเหตุการณ์อิมแพคใหญ่ๆอยู่ทั้งหมด 3 อย่าง และก็เป็นสิ่งที่ตัวหนังไม่สามารถจะเล่าตัดออกไปได้ด้วยเมื่อมองในแง่ของหนังสายแมส ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจึงกลายเป็นว่าตัวหนังมันเหมือนมี 3 ช่วงเวลาที่เชื่อมต่อกันเหมือนหนัง 3 เรื่อง ทั้งช่วงเริ่มแรกวิ่งโอลิมปิค, ลอยเกาะกลางทะเล และช่วง ค่ายกักกันทหาร มันเลยทำให้ช่วงรอยต่อของทั้ง 3 เหตุการณ์นี้พอมารวมอยู่ในเรื่องเดียวเลยไม่สามารถคุมอารมณ์ของ Mood & Tone ได้อยู่สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะในช่วงที่ตัวหนังที่ต้องทำให้เรารู้สึกกดดัน ทรมาน หรือต้องทำให้เรารู้สึกดีใจ ปลาบปลื้ม มันก็ยังค่อนข้างดูขาดๆหายๆอยู่บ้าง

คิดว่าถ้าหากหนังสามารถแต่งเติมให้แก่แง่ของการเล่าเรื่อง ตัดต่อ และ ตัวละคร ได้แซ่บกว่า ก็น่าจะผลักดันให้ตนเองไปเป็นหนังรางวัลได้ยาก แต่ถ้าหากมองจากชิ้นงานที่ออกมาในตอนนี้ Unbroken ก็ไม่ได้จัดว่าเป็นหนังที่ย่ำแย่อะไร เป็นหนังชีวประวัติที่สามารถทำให้เรารู้จักกับ หลุยส์ ได้อย่างเพลินๆ ถึงแม้อาจจะพื้นๆ แต่ถ้าเทียบกับความยาวกว่า 130 นาที ก็ถือว่าไม่ได้น่าเบื่อมากนัก สามารถติดตามชมกันได้ทั้งขาประจำคอหนังแนวดราม่าที่ต้องการเก็บประสบการณ์จากหนังที่ โจลี่ กำกับ และรวมถึงขาจรที่หวังจะเข้าไปหาความบันเทิงแบบสบายๆอีกด้วย

เรื่องนี้ผมให้ 7/10 ครับ

โดย Agent17