Dragon Blade : จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

Home / วิจารณ์หนัง / Dragon Blade : จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

Jackie Chan building the gate with the other actors

ไม่ว่าจะในยามศึกสงคราม บ้านเมืองลุกเป็นไฟใหญ่โต ไล่มาจนถึงกีฬาสีของโรงเรียนประจำจังหวัด หนึ่งถ้อยคำทีมักถูกยกมาสร้างแรงจูงใจได้เสมอ คงหนีไม่พ้น “สามัคคีคือพลัง” ซึ่งกับหนังสเกลมโหฬาร ใช้งบบานตะไทอย่าง Dragon Blade ก็ตั้งหน้าตั้งตาปลุกเร้าความสามัคคี อย่างขยันขันแข็ง แต่น่าแปลกทั้งที่เรื่องราวของมันคาบเกี่ยวกับ 2 กินแดนยิ่งใหญ่ ตัดผ่านทะเลทรายกว้าง พลทหารนับพันนับหมื่น แต่พลังของที่ส่งออกมา กลับมีทิศทางและเรี่ยวแรง ค่อนไปทางกลุ่มนักเรียนบนแสตนกีฬาสีเสียอย่างนั้น

Dragon Blade ถ่ายทอดเรื่องราวของ “ฮัวอัน” ผู้อยากรวมชนเผ่าต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว อดีตผู้บัญชาการทหารพิทักษ์เส้นทางสายไหม ที่ถูกใส่ร้ายแล้วเนรเทศยกแก๊งไปอยู่ชายแดน แถมยังต้องซ่อมประตูเมืองตามคำสั่งทางการอีกต่างหาก วันดีคืนดี “ลูเซียส” แม่ทัพโรมันก็หอบรัชทายาทตัวน้อย พร้อมกองทัพเหนื่อยล้าอีกขโยง มาถึงหน้าประตูเมือง ทั้งสองฟาดปากฟาดดาบกันหลายกระบวน ก่อนจะตกลงร่วมมือกัน แต่ในขณะเดียวกัน “ไทบีเรียส” จักรพรรดิโรมันจอมโฉด ก็ยกพลมาเพื่อลากตัวลูเซียส และเจ้าตัวน้อยกลับไปจัดการ ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างทัพอาหมวยตี๋ และทัพตาน้ำข้าวชาวโรมัน

สำหรับแฟนๆ เฉินหลง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นจุดขายสำคัญ (ที่กลบไม้ประดับอย่าง เอเดรียน โบรดี้ อย่างเห็นได้ชัด) คงสาสมใจกับหนังเรื่องนี้ ด้วยบุคลิกฮาๆ รั่วๆ ที่ยังคงมีอยู่แบบไม่หวั่นชุดเกราะหนักอึ้ง ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว ทุกครั้งที่มีฉากแอ็คชั่นแลกเพลงดาบ ระเบิดสงครามกัน มันสนองความอยากของคนดูได้แบบเห็นผล ตระการตา สมค่ากับที่ลงทุนไปเยอะ

ท่ามกลางมหาสงครามที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายนี้ ทั้งในฝั่งแดนมังกร เรื่องการรวมชนเผ่าที่แตกแยกให้เป็นหนึ่ง ความถูกต้องยุติธรรมของระบอบบริหาร และเน่าหนอนในราชสำนัก กับทางแดนโรมัน เรื่องการช่วงชิงอำนาจปกครอง แม่ทัพผู้ซื่อสัตย์กับจักรพรรดิโฉด ความละโมบสมบัติ ประเด็นเยอะแยะทั้งสองฝ่ายนี้ ถูกจับมาเชื่อมไว้ด้วยกัน นับแต่วินาทีที่ ลูเซียส ยกพลมาถึงหน้าประตูเมืองของ ฮัวอัน โดยมีสภาพเหมือนการนำหนัง 2 เรื่องมาปะติดกันเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความไม่ลงตัว รอยโหว่ และลักลั่นอยู่ในที

.

ยามศึก เรารบ ยามสงบ เราก็รบกันเอง

.

เมื่อประเด็นซีเรียสจริงจัง แขวนอยู่บนความเป็นความตายของทั้งสองฝ่าย ถูกทำให้ผ่อนคลายลง ด้วยความเฮฮา แข่งกันอวด “บร๊ะลานุภาพ” ของทหารฝ่ายตนเอง ก่อนจะจับมือสามัคคีกันตามสูตร ก็ช่วยเพิ่มสีสันสร้างพลังมิตรภาพให้คนดูชาวไทยอย่างเราๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับทั้งสองดินแดนในเรื่อง พอจะยิ้มหัวเราะออกอยู่บ้าง หลังจากหน้าดำคร่ำเครียดกับการสู้รบสังหาร แต่การสลับพยายามให้สุดทั้งยิ้ม สุดทั้งบึ้งตึงแบบนี้ มันส่งผลถึงภาพรวมที่ไม่ต่อเนื่อง และขัดอารมณ์อยู่เนืองๆ อีกทั้งความร้ายแรงอีกประการ ที่เข้ามาเป็นส่วนเกินอย่างเห็นได้ชัดคือ ภาพของกลุ่มนักสำรวจในยุคปัจจุบัน ทีสร้างให้เรื่องราวทั้งหมดในหนังคือ ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งแน่นอนว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า และน่าจะปล่อยผ่านเข้าสู่โลกแฟนตาซีทหาร 2 สัญชาติ ข้ามทะเลทรายร้อนระอุมาเจอกันไปเลยยังดีเสียกว่า

Dragon Blade มีลักษณะของหนัง 2 สัญชาติที่ถูกจับเอามาปั่นรวมกันเพื่อประเด็นหลักในการปลุกเร้าความสามัคคี และยอมรับช่วยเหลือคนที่แตกต่างจากตนอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะฉากร้องเพลงปลุกใจ แต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจนจากทั้ง 2 ฝ่ายก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ ที่ “ยามศึก เรารบ ยามสงบ เราก็รบกันเอง” และยากจะเชื่อว่าด้วยมิตรภาพเบาๆ นั้น จะทำให้ผู้แตกแยกกลับมารวมกันได้ และถ้อยคำ ความสามัคคีคือพลัง ที่ป่าวประกาศเน้นย้ำนั้น จึงไม่ต่างอะไรกับเพลงสามัคคีชุมนุม ที่มักนำมาร้องกันตอนงานแข่งกีฬาจบ ที่ตอนรับมือกันก็เหมือนจะดี แต่เชื่อเถอะเมื่อเพลงจบไป ก็ยังมีความเกลียดความโกรธปะทุอยู่วันยันค่ำ และคำว่า จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ก็คงใช้ได้แค่เพียงผิวเผิน ตอนร้องก็สนุกดี ตอนจบนี่สิ พวกเราก็ทางใครทางมัน

เรื่องนี้ให้ 7 / 10 ครับ

Lecter.

——————————-