The Divergent Series: Insurgent : แหลกสลายลงไปกับตา

Home / วิจารณ์หนัง / The Divergent Series: Insurgent : แหลกสลายลงไปกับตา

The Divergent Series: Insurgent

ทางผู้เขียนพึ่งจะรู้จักมักจี่กับแม่สาว ทริซ ที่มีชาติกำเนิดปั่นป่วนระบบกลุ่มนี้ครั้งแรกก็ในฉบับภาพยนตร์ Divergent แล้ว จึงไม่อาจทราบได้ว่าในฉบับนวนิยายของ เวโรนิก้า รอธ นั้นเหมือนต่างหรือดีร้ายประการใด ซึ่งกับในภาคต่ออย่าง Insurgent ก็ยังคงเอกลักษณ์และลีลาของภาคแรกไว้อย่างนั้น อาจเพิ่มเติมประเด็นบ้างเล็กๆ แต่ทั้งหมดนั่นก็หาได้แสดงออกถึงความเข้มข้นประการใด

The Divergent Series: Insurgent ภาคต่อของคนแยกโลก หลังจากที่ ทริซ แม่สาวไดเวอร์เจนท์ สามารถช่วย โฟร์ พ่อพระเอกจากกลุ่มผู้กล้าให้หลุดจากภวังค์ได้ กลุ่มผู้กล้าก็แตกเป็นสองเสี่ยง ฝ่ายหนึ่งเข้ากับ เจอนีน ผู้นำแห่งกลุ่มผู้มีปัญญา ฝ่ายหนึ่งหลบหนีไปกบดานตามกลุ่มต่างๆ เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อ เจอนีน ได้พบกล่องปริศนาที่เชื่อว่าบรรจุคำกล่าวของผู้สร้างไว้ และหากเปิดมันได้ เจอนีนก็จะสามารถครอบครองเมืองทั้งหมด ติดอยู่ที่มีเพียงไดเวอร์เจนท์ที่เปิดได้ จึงสั่งลูกน้องตามล่าเอาเป็นเอาตาย ซึ่งแหงแซะแบบไม่ต้องเดาก็รู้ว่า ทริซ คือไดเวอร์เจนท์คนนั้น

ขอกล่าวชื่นชมก่อนเพื่อความใจชื้นของแฟนๆ หนังชุดนี้ Insurgent ยังคงไม่ติดปัญหาด้านภาพ หนังสามารถสร้างโลกไซไฟของกลุ่มต่างๆ ที่มีบุคลิกลักษณะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงเฉพาะตัวบุคคลเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย แต่รวมถึงอาคารสิ่งก่อสร้าง และสภาพแวดล้อมที่สะท้อนตัวตนของคนในกลุ่มนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน จนน่าจะออกเป็นภาพนิ่งสวยๆ ได้มากมาย ซึ่งนั่นรวมไปถึงความอลังการจัดเต็ม ของภาพลวงที่เกิดขึ้นในซิมูเลเตอร์ต่างๆ ก็ออกมาตามมาตรฐานที่ฮอลลีวูดพึงมีอย่างครบครัน แต่ก็นั่นแหละครับคุณผู้อ่าน ความดีงามของภาคต่อนี้ ขออนุญาตปิดลงที่บรรทัดนี้

.

ด้วยการตัดสินใจฉับไวบุ่มบ่าม ไม่คิดหน้าคิดหลัง ตามสไตล์วัยฮอร์โมนพลุ่งพล่าน

นำไปสู่บทสรุปแบบต้องเผลอร้องในใจออกมาว่า

“เอาอย่างงี้เลยเหรอท่าน” !!

.

คงปฎิเสธได้ยาก หากดูหนังเรื่องนี้แล้ว ไม่คิดถึงรุ่นพี่ในแนวทางเดียวกันอย่าง The Hunger Games ทั้งสภาพของโลกยุคหลังการล่มสลาย ทำให้สังคมถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆ (12 เขต – 5 กลุ่ม) ผู้นำที่อยากปกครองทุกสิ่ง ให้อยู่ใต้อำนาจแบบไม่มีใครกล้าหือ (สโนว์ – เจอนีน) ซึ่งท่านเหล่านี้จะมาคู่กับเมืองหลวงหรูเลิศ ที่มีพลานุภาพมากกว่าใคร (แคปิตอล – กลุ่มผู้มีปัญญา) กลุ่มชนลี้ลับที่แฝงตัวอยู่เงียบๆ (เขต 13 –  พวกไร้กลุ่ม) ที่นำโดยผู้นำหญิง ที่ทำตัวลึกลับพอกัน (อัลมา คอยน์ – เอฟเวอลีน) และตัวละครเอกหญิงสวยแกร่ง ที่ต้องเข้าพิธีกรรมคัดเลือก สนองนี้ดท่านผู้นำ แต่กลับมีความแตกต่างอยู่ในตัวที่รอวันระเบิด (แคทนิส เอเวอร์ดีน – ทริซ) ไม่ว่าจะโดยบังเอิญหรือเป็นขนบตามประสาวรรณกรรมเยาวชนก็มิอาจทราบได้ แต่หากเปรียบมวยในฐานะภาค 2 มุมแดงมุมน้ำเงินกันโต้งๆ Insurgent คงโดนน็อคสลบไปตั้งแต่ยก 3

การที่ Insurgent มีวัตถุดิบชั้นดีครบสูตรขนาดนั้น แต่กลับไม่ใช้ประโยชน์จริงจังเสียเท่าไหร่ ภาพความยากลำบากในฐานะผู้ลี้ภัย และคนพิเศษหนึ่งเดียวของทริซ ถูกถ่ายทอดอย่างหลวมๆ จนเราไม่รู้สึกถึงพลังของการเป็นผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่เน้นหนักไปที่ความโรแมนติกของวัยรุ่น ระหว่างโฟร์และทริซ ที่ถูกใส่มาอยู่เนืองๆ ตลอดเรื่อง ในจังหวะที่ดีบ้าง ลงเหวบ้าง สลับกันไป ผนวกสถานการณ์วิกฤตต่างๆ ที่ถูกคลี่คลายได้โดยง่าย ด้วยการตัดสินใจของตัวละคร ที่ฉับไวบุ่มบ่าม ไม่คิดหน้าคิดหลังตามสไตล์วัยฮอร์โมนพลุ่งพล่าน ความเบาๆ ของเรื่องราวเหล่านี้ จึงเลยเถิดกระเดียกไปทางไม่มีเหตุผล และนำไปสู่บทสรุปแบบจับต้นชนปลายไม่ค่อยจะได้นัก จนต้องเผลอร้องในใจออกมาว่า “เอาอย่างงี้เลยเหรอท่าน” !!

แน่นอนว่าด้วยทิศทางที่ทำท่าจะโกยเงินขนาดนี้ คุณผู้อ่านทุกท่านจะได้พบกับภาคต่ออีกแน่นอน และถึง Insurgent จะสะใจคอหนังไซไฟผู้ชอบลิ้มลองภาพอลังการขนาดไหน แต่สุดท้ายเราก็ได้หวังว่าในภาคหน้า ภาพสวยเหล่านี้จะไม่แหลกสลายลงไปกับตา เหมือนภาพลวงในซิมูเลเตอร์ ที่หลอกเราว่านี่คือความจริง แต่เนื้อแท้จับต้องประเด็นอะไรไม่ค่อยจะได้แบบนี้อีกละกันนะ

เรื่องนี้ให้ 7 / 10 ครับ

lecter1 Lecter.

—————————