Woman in Gold : มนุษย์ป้าล่าสมบัติ

Home / วิจารณ์หนัง / Woman in Gold : มนุษย์ป้าล่าสมบัติ

WOMAN IN GOLD

การปะหัวภาพยนตร์สักเรื่องว่า “สร้างจากเรื่องจริง” นั้นให้ผลไม่ต่างอะไรกับดาบสองคม นัยหนึ่งมันอาจสร้างประเด็นความน่าเชื่อถิอ และเร้าความสนใจของผู้ชมตั้งแต่ยังไม่ได้ซื้อตั๋ว แต่อีกนัยหนึ่งก็สุ่มเสี่ยงจะพังทลาย หากมันเถรตรงประหนึ่งหนังสือเรียนชีวประวัติ และคุณป้าทวงสมบัติจากนาซี ใน Woman in Gold นี้ ก็มีสถานะง่อนแง่นอยู่ไม่น้อย

Woman in Gold ถ่ายทอดเรื่องราวของ มาเรีย อัลท์มัน คุณป้าวัยทอง เชื้อสายยิว-ออสเตรีย ที่อพยพลี้ภัยมายังแคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกำลังคุกรุ่น จนเมื่อพี่สาวของเธอจากไป ก็ได้พบเอกสารเกี่ยวกับของมีค่าประจำตระกูล หนึ่งในนั้นคือภาพชื่อดังที่วาดโดย กุสตาฟ คลิมต์ อันเป็นภาพเหมือนของป้าอเดเล่สุดรัก ที่ในอดีตถูกทหารนาซีหิ้วไปจากผนังบ้าน และปัจจุบันแขวนอยู่ในพิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา เธอจึงต้องร่วมมือกับ แรนดอล ทนายหนุ่มไฟแรง ที่ดูเผินๆเหมือนจะไม่เอาถ่าน เพื่อทวงคืนสิ่งมีค่าที่สุดของเธอกลับคืนมาโดยชอบธรรม

Woman in Gold อุดมไปด้วยบรรยากาศของอำนาจรัฐ เนิบนาบ เจ้ากี้เจ้าการ และระเบียบขั้นตอนเยอะแยะเต็มไปหมด ทำให้ห้วงเวลาในปัจจุบันช่วงแรกๆ ไล่มาตั้งแต่เมื่อ มาเรีย อัลท์มัน ไปงานศพพี่สาว เจอหลักฐานบางอย่าง ติดต่อทนายหนุ่ม และหารายละเอียดคดีนั้น ออกจะชวนง่วงเหงาหาวนอนอยู่พอตัว อนึ่งนั่งรอตามบัตรคิวที่ยาวเป็นล้านของศูนย์บริการภาครัฐ ก่อนจะกระเตื้องขึ้นมาบ้างในช่วงกลางๆ เรื่อง เมื่อหนึ่งหนุ่มหนึ่งป้า ย้ายก้นจากแคลิฟอร์เนียอันคุ้นเคย สู่กรุงเวียนนา อันมีอดีตฝังใจของ อัลมันท์ คอยกระตุ้นย้ำเตือนน้ำหนักให้เรื่องน่าติดตามมากขึ้น ได้อย่างหวุดหวิด

.

อดีตช่างเปี่ยมอารมณ์ สุขจากความรัก ทุกข์หนักที่ต้องลาจาก

ทรมานจากนาซีที่คลุมดังหมอกพิษมัว และหวาดกลัวการฆ่าล้างยิวอย่างไร้มนุษยธรรม

.

อีกสิ่งหนึ่งที่พอจะหล่อเลี้ยงภาคปัจจุบันนี้ให้ชุ่มชื่นได้ คือบุคลิกความเป็นมนุษย์ป้าของ อัลท์มัน ช่างตัดพ้อ เอาแต่ใจ และอารมณ์ขึ้นๆลงๆ ตามประสาสาววัยฮอร์โมน (หมด) ที่ เฮเลน มิเรน ดูท่าจะถ่ายทอดบุคลิกนี้ได้อย่างออกรส แต่ถึงกระนั้นเมื่อมารวมกับทนายหนุ่มหน้าตาเศร้าซึม จึงพาลทำให้เรื่องราวคดีความ และการต่อสู้ในชั้นศาลที่ควรจะทวีความเข้มข้นยิ่งๆขึ้นไปนั้น กลับจืดชืดเถรตรงอย่างน่าผิดหวัง โดยเฉพาะการให้ตัวละครรอคำตัดสินอยู่นับหลายเดือนผ่าน ตามระเบียบการจริงๆ ทั้งหลายแหล่นั้น ยิ้งเน้นความอ้อยอิ่งจนชวนเซ็งอยู่ไม่เบา แต่เมื่อหนังดำเนินมาถึงช่วงท้ายๆ เรากลับต้องให้อภัยความเอื่อยเฉื่อยทั้งหมดก่อนหน้า เพราะในการตัดสินคดีขั้นสุดท้ายนั้น สามารถทำได้ในระดับที่ไม่ผิดหวัง และแอบลุ้นตามว่าคานดีดคานงัดครั้งนี้ จะลงเอยอย่างไรกันแน่ ระหว่างทนายเนิร์ดที่ดูจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้พูด ที่งัดกับอำนาจรัฐออสเตรียอันทรงพลัง

ในขณะที่ภาคปัจจุบัน ออกจะเป็นเส้นตรงแด่ว แต่ภาพของ มาเรีย อัลมันท์ สมัยเด็กและวัยรุ่น ที่ถูกเล่าด้วยวิธีการแฟลชแบ็คนั้น ได้สอดแทรกมาเป็นห้วงๆอยู่ตลอดเรื่อง สิ่งนี้กลับกลายเป็นข้อดี แต่บางทีก็หนักข้อจนรู้สึกเหมือนหนังคนละม้วน ด้วยเหตุที่ว่าภาพอดีตช่างเปี่ยมด้วยอารมณ์ สุขจากครอบครัวและความรัก ทุกข์หนักที่ต้องลาจาก ทรมานจากอำนาจนาซีที่คลุมประเทศดังหมอกพิษมัว และหวาดกลัวการฆ่าล้างยิวอย่างไร้มนุษยธรรม ครบหลากรสชาติของชีวิต จนทำให้ภาพซีดๆ นี้ มีสีสันมากกว่าประเด็นหลักของเรื่องเสียอย่างงั้น

มนุษย์ป้าล่าสมบัติแห่ง Woman in Gold หาได้ดีพร้อมในประเด็นหลักของมัน และออกจะหลงทางไปในทิศของชีวิตชอกช้ำสงครามอยู่บ้าง แต่หนังที่ทำท่าคล้ายรอใช้บริการรัฐเรื่องนี้ ก็จบลงไปแบบเป็นไปตามระเบียบการ เห็นผลลัพธ์ตั้งแต่รับบัตรคิวตอนเริ่มเรื่อง

เรื่องนี้ให้ 7 / 10 ครับ

lecter Lecter.

ป.ล. ถึงหนังจะสร้างจากเรื่องจริง เราไม่แนะนำให้คุณทำการบ้านเกร็ดประวัติศาสตร์มาก่อน เพราะถ้าคุณรู้อยู่ก่อนแล้ว การดูหนังเรื่องนี้จะจืดชืดหนักเข้าไปอีก และไม่เหลือรสชาติอะไรให้ติดตามเลยนอกจากป็อปคอร์นในถัง

———————————