The Age of Adaline : สวยอมตะ

Home / วิจารณ์หนัง / The Age of Adaline : สวยอมตะ

The Age of Adaline

เวลากับความรัก ของคู่กันที่มักถูกหยิบยกมาเป็นพล็อตหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่เสมอ และสำหรับ The Age of Adaline เมื่อแรกเริ่มรู้จัก ก็เร้าความสนใจเราได้พอสมควร ถึงการมีชีวิตอมตะ การเกิดที่ไร้การดับ ในขณะที่คนที่รัก ต่างร่วงโรยไปตามธรรมชาติ สิ่งนี้นับเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่หนังตั้งต้นไว้ แต่ท้ายสุดแล้วจะแปรรูปออกมากลมกล่อมแค่ไหน เรามาว่ากัน

The Age of Adaline ถ่ายทอดเรื่องราวของ อดาไลน์ โบว์แมน หญิงสาวชีวิตดี๊ดี ที่เกิดมาสวยสง่า มีสามีและลูกสาวสุดรักข้างกาย จนความซวยมาเยือนเมื่อเธอประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ มิหนำซ้ำฟ้ายังผ่าเปรี้ยงใส่อย่างจัง หากเป็นคนทั่วไปอาจเท่งทึงไปแล้ว แต่ อดาไลน์ กลับกลายมามีชีวิตอมตะ และร่างกายจะค้างอยู่ที่อายุ 29 ปี อย่างไม่มีวันแก่ชรา เธอต้องใช้ชีวิตอย่างนี้เรื่อยมา จนพบรักหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่กล้าผูกพัน จนถึงปัจจุบันและได้พบกับ เอลลิส ชายคนที่เปลี่ยนใจเธอให้ชุ่มชื่นอีกครั้ง

อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่แรก The Age of Adaline มีวัตถุดิบชั้นดีรออยู่แล้ว โดยเฉพาะปมประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร การไม่อยากผูกพันกับใคร เพราะรู้ว่าในที่สุดจะนำมาซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดเปลี่ยวเหงา ที่ต้องเห็นคนรอบข้างตายจากไปเรื่อยๆ ทั้งที่ตนเองยังอยู่ แต่ถึงกระนั้นหนังใช้ประเด็นนี้ในน้ำหนักพอๆ กับคำรำพึงรำพัน ผ่านฉากแฟลชแบ็คย้อนอดีต ที่ถูกใส่เข้ามาอยู่เนืองๆ เพื่อปูพื้นหลังและสอดรับกับการกระทำ ณ ขณะนั้นทันทีทันใด มิได้ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่องให้เราซึบซับชะตากรรมของ อดาไลน์ แล้วปล่อยให้เราผูกเชื่อมโยงเอาเอง นัยหนึ่งการทำเช่นนี้ ก็ทำให้เข้าใจอะไรง่ายๆ ไม่ต้องนึกย้อนอดีตให้มากความ แต่อีกนัยหนึ่งมันก็ขาดความกลมกล่อมทางอารมณ์ไปอย่างน่าเสียดาย

.

หนังเลือกแปะสติ๊กเกอร์สีชมพูของโรแมนติก แทนสีเทาหม่นหมองของดราม่า

.

เมื่อวัตถุดิบชั้นดีของชีวิตอมตะนั้น ถูกกรองจนเหลือใสแจ๋ว ผนวกกับความพยายามจะสมจริงด้วยหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งมันออกจะรุงรังไม่น้อย มันจึงไม่เรียกร้องอารมณ์ร่วมของคนดูแต่ประการใด แต่หากหันมามองในแง่มุมของหนังโรแมนติก ที่ The Age of Adaline โน้มเอียงไปทางนั้นอย่างเห็นได้ชัด ผ่านภาพความรักของ อดาไลน์ และ เอลลิส ที่ต่างฝ่ายก็มีลูกล่อลูกชนให้ชวนยิ้มกันได้ไม่เบา อีกทั้งอารมณ์ขันเล็กๆ อันเกิดจากชีวิตที่ผ่านยุคสมัยหลายสิบปีของ อดาไลน์ (ฉากเล่มเกมทายปริศนา หรือพูดภาษาฝรั่งเศสคล่องปรื๋อ) ก็สร้างสีสันให้หนังสนุกขึ้นอีกไม่เบา แต่อย่างว่าแหละครับ กว่าหนังจะอร่อยได้ที่ขนาดนี้ ก็กินเวลาไปมากโข จนทำเอาเราเกือบหลงลืมความดราม่าชีวิตอมตะไปซะแล้ว

แต่การที่หนังเลือกที่จะแปะสติ๊กเกอร์สีชมพูของโรแมนติก แทนสีเทาหม่นหมองของดราม่าเช่นนี้ อาจหนักข้อไปถึงความน้ำเน่าชวนเอียนไปแล้ว หากมิได้ตัวละคร เฟลมมิ่ง ลูกสาวของอดาไลน์ มาเป็นภาพสะท้อนในมุมกลับขอใอมตะ ความโรยราแก่หง่อม และเผยทัศนคติที่มีต่อความรักให้ผู้เป็นแม่ ทำให้ฉากสั้นๆ อย่างการโอบกอด และถ้อยคำ “สุขสันต์วันเกิดค่ะแม่” ออกจะประทับใจผู้เขียนอยู่ในที เพราะนี่แหละครับ คือภาพความผูกพันโดยมิได้คำนึงถึงเงื่อนไขของเวลาหรือรูปลักษณ์ภายนอก สาวสวยวัย 29 ก็ยังคงมีความเป็นแม่ และหญิงชราก็ยังมีความเป็นลูกไร้เดียงสาคนเดิมอยู่เสมอ

เรื่องนี้ให้ 8 / 10 ครับ

lecter12 Lecter.

ป.ล. มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมากมายว่า หนังเรื่องนี้คือบทบันทึกแฟชั่นสุภาพสตรีในแต่ละยุคสมัย ผ่านแฟชั่นไอคอนตัวแม่ เบลค ไลฟ์ลี แต่โดยส่วนตัวของผู้เขียน ที่หาได้สนิทชิดเชื้อกับซีรีส์ Gossip Girl และมีความรู้เกี่ยวกับแฟชั่นสาวๆ เท่าหางอึ่งแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกอินจัดกับประเด็นนี้สักเท่าไหร่ เพราะภาพของยุคอดีตต่างๆ ถูกใส่มาเพียงชั่วครู่แว้บเดียว ให้ความรู้สึกเหมิือนดูนางแบบเดินเร็วๆ บนรันเวย์เสียมากกว่า

——————————