Dark Places : ฆ่าตัดตอน

Home / วิจารณ์หนัง / Dark Places : ฆ่าตัดตอน

dark places

จิลเลียน ฟลินน์ เคยฝากผลงานกระหึ่มโลก ในฐานะผู้แต่งนิยายหักเหลี่ยมสองผัวเมีย Gone Girl ที่กลายเป็นหนังในชื่อเดียวกัน ภายใต้การกุมบังเหียนของผู้กำกับเพอร์เฟคชั่นนิสตัวกลั่นของวงการอย่าง เดวิด ฟินเชอร์ ผลคือหนังกวาดเสียงชื่นชมไปอย่างล้นหลาม และทำเอาเหล่าคุณพ่อบ้านทั้งหลาย ใจกล้ากับศรีภรรยาไม่ออกไปทั่วบ้านทั่่วเมือง ครั้งนี้เมื่อ Dark Places อีกหนึ่งผลงานคุณภาพของ ฟลินน์ กลายเป็นหนัง จึงเหมือนมีวัตถุดิบชั้นดีปรุงยาก ตั้งต้นมาให้อยู่แล้ว แต่ผู้กำกับอย่าง กิลส์ พาเคว็ต เบนเนอร์ จะเอาอยู่รึเปล่านั้น เราเองก็ไม่แน่ใจนัก

Dark Places ถ่ายทอดเรื่องราวของ ลิบบี้ เดย์ (ชาร์ลิซ เธอรอน) หญิงสาวที่รอดจากฆาตกรรมหมู่ครอบครัวตอนเธออายุ 8 ขวบ หลังผ่านโศกนาฏกรรม เด็กสาวที่กำลังช็อกให้การว่าผู้ก่อเหตุคือ เบน เดย์ พี่ชายของเธอที่มีท่าทางแปลกๆ เหมือนจะข้องเกี่ยวกับลัทธิประหลาด ส่งผลให้ เบน ถูกหิ้วไปเข้าซังเต หลังเวลาผ่านไป 30 ปี ความจริงบางอย่างของค่ำคืนหฤโหดนั้นเริ่มปรากฎขึ้น ว่าแท้จริงแล้วมันอาจไม่ได้เป็นดังที่เธอเคยคาดคิดไว้

เช่นเดียวกับ Gone Girl ผลงานก่อนหน้านี้ Dark Places ยังคงพยายามเล่นท่ายาก ด้วยการเปิดเรื่องราวผ่านสายตาของลิบบี้น้อย และคำบอกรักของแม่ ก่อนจะหนีตายจนหอบแฮ่กๆ และหยุดชะงักไว้แถวๆนั้น ก่อนจะตัดกลับมาเข้าปัจจุบันที่ ลิบบี้ ในวัยผู้ใหญ่ กำลังอยู่ในภาวะถังแตก เพราะเหล่าผู้สงเคราะห์เงินทั้งหลาย เริ่มเบื่อคดีสะเทือนขวัญของเธอ ทีีมันเก่าตกยุคไปเสียแล้ว ทำให้เธอเข้าไปพัวพันกับคลับฆ่า จากการนำพาของ ไรลีย์ (นิโคลัส ฮอลท์) ที่สันนิษฐานว่าคินนั้น เบน อาจไม่ใช่ฆาตกร?! และเล่าสลับไปๆมาๆ ผ่านปากคำของพยาน ที่เปิดปมบางอย่างในยุคปัจจุบัน ก่อนตัดไปสะสางด้วยบุคคลเดียวกันในอดีต กลวิธีเช่นนี้เร้าความสนใจของคนดูได้อย่างดีเยี่ยม และชวนให้เราติดตาม ลิบบี้ วัยผู้ใหญ่ค้นหาความจริงไปเรื่อยๆ แต่มันดันเรื่อยๆ มาเรียงๆ มากจนเกินไปนี่สิ

dark places

แม้หนังจะให้ ลิบบี้ ค่อยๆ เปิดโปงความลับดำมืดได้อย่างน่าสนใจ แต่จุดประสงค์ของเรื่องราวทั้งหมด หาใช่ตัวของ ลิบบี้ แม้สุดท้ายแล้วเธอจะได้รู้ความจริง แต่มันก็เพียงแค่นั้น ต่างจากชะตากรรมของ เบน ที่อาจหมายถึงการมีลุ้นรอดจากคุกได้ แต่ทว่าสองศรีพี่น้องที่ดูจะไม่ถูกชะตากันนี้ ไม่ส่งพลังมากพอที่จะนำพาให้คนดูอย่างเราๆ เอาใจช่วย เบน แต่ประการใด หลงเหลือแต่เพียงความอยากรู้อยากเห็นว่า บุคคลคนต่อไปที่เธอจะไปเจอต่อๆไป จะบอกเล่านำพาเรื่องราวไปทางไหน และตัวละครหน้าใหม่เปี่ยมสีสันคนใด จะเข้ามามีบทบาทอีกบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าคาแร็คเตอร์ของ พ่อจอมโฉด แม่อมทุกข์ แฟนสาวเมากัญชา และว่าที่พ่อตาอินเดียนแดง ล้วนมีเสน่ห์ดึงดูดแบบสุดๆ ผิดกับพี่น้อง เดย์ ที่ดูจะจิดชิด ทำอะไรเถรตรงไปเสียทุกอย่าง (ยังไม่นับ ไรลีย์ ผู้แทนคลับฆ่า ที่ดูท่าจะมีงบค่าตัวจำกัด สำหรับพี่หล่อลากไส้ นิโคลัส ฮอลท์)

นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว Dark Places ยังอุดมไปด้วยเหตุบังเอิ๊ญบังเอิญ!! ของเบาะแสการสืบหาความจริงเสียนี่กระไร ทุกอย่างดูประจวบเหมาะไปหมด อีกทั้งสารพัดคำบอกเล่า (หรือในอีกแง่หนึ่่งคือการพาย้อนอดีต) ของบุคคลแวดล้อมต่างๆ ก็ถูกเปิดเผยอย่างง่ายดาย โดยปราศจากการค้นพบเงื่อนงำจากหลักฐานใดๆ ที่ชี้ชวนให้คนดูคิดไปไกล Dark Places ออกอาการมึนๆ มาพักใหญ่ ก่อนจะน่าสนใจขึ้นบ้างนิดๆ ในช่วงท้ายเรื่อง แต่อย่างว่าแหละครับคุณผู้อ่าน บทสรุปของมันไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ และเลี้ยวออกจากจากจุดเริ่มต้นของตัวละครหลักๆ มาไกลโขทีเดียว

สำหรับแฟนหนังจากนิยายของ จิลเลียน ฟลินน์ Dark Places ยังห่างชั้นจากความสมบูรณ์แบบของ Gone Girl หลายช่วงตัวอยู่ แต่ถึงกระนั้น หนังก็ยังมอบความชวนสงสัย ให้คุณได้ค่อยๆ ลุ้นตามไปเพลินๆ ได้ ขอย้ำว่าได้แค่ “ลุ้น” เฉยๆ นะครับ ยังไม่ถึงขั้น “ลุ้นระทึก” และหนังเรื่องนี้ น่าจะเป็นเครื่องยืนยันอีกหนึ่งสมมติฐานแล้วว่า ถึงวัตถุดิบ จะเป็นปริศนาชั้นดี ที่มีปมการฆ่าที่ซับซ้อนเพียงใด เมื่อมันผ่านการปรุงเรื่องที่ไม่เข้าขั้น อาหารจานภาพยนตร์แห่ง Dark Places เรื่องนี้ ก็ออกมาจืดชืด ไม่อร่อยลิ้นเท่าที่ควรเสียอย่างนั้น

เรื่องนี้ให้ 7 / 10 ครับ

lecter Lecter.

ป.ล. ขออนุญาตออกอาการเสียดายชาว “คลับฆ่า” แบบสุดๆ ทั้งที่มีการเปิดตัวด้วยบรรยากาศ และผู้คนแปลกประหลาด ซึ่งเร้าความสนใจอย่างแรง รวมไปถึงแก๊งเนิร์ดคดีความ ที่แต่ละคน ดูจะมีของกันมิใช่น้อย แต่บทบาทของพวกเขากลับน้อยนิด และแทบจะไม่ได้อวดพลังกันอีกเลย หลังจากที่ได้รู้จักกัน (โถ…)

———————————————–