Inside Out : อารมณ์คือชีวิต

Home / วิจารณ์หนัง / Inside Out : อารมณ์คือชีวิต

maxresdefault

หลังจากเมื่อปีที่แล้วทิ้งช่วงหายไป ไม่มีอนิเมชั่นเข้าฉาย จนทำให้ ดรีมเวิร์กส์ ได้ออสการ์ไปครองแทน มาปีนี้ค่ายหนังสุดที่รักของคนทั้งโลกอย่าง พิกซาร์ กลับมาแล้ว พร้อม 2 ผลงานใหม่ โดยประเดิมเรื่องแรกก่อนด้วยเรื่องนี้ Inside Out ที่เข้าฉายในไทยรับวันแม่ที่ผ่านมากันไปแล้ว

การเติบโตอาจไม่ใช่เรื่องง่าย และนั่นก็ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับ “ไรลีย์” ที่เติบโตขึ้นมาจากชีวิตแบบตะวันตกตอนกลาง เมื่อพ่อของเธอต้องเริ่มงานใหม่ในซาน ฟรานซิสโก เช่นเดียวกับเราทุกคน ไรลีย์ถูกชักนำด้วยอารมณ์ต่างๆของเธอ – ความสุข, ความกลัว, ความโกรธ, ความน่ารังเกียจ และรวมถึง ความเศร้า เรื่องราวต้องเกิดขึ้นเมื่อ ความเศร้า ได้ดันไปทำลายความทรงจำศูนย์กลางของ ไรลี่ย์ จึงทำให้ ความสุข และ ความเศร้า ต้องออกเดินทางเพื่อไปแก้ไขปัญหา ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

โดยตัวหนังเป็นผลงานการกลับมากำกับอนิเมชั่นอีกครั้งของ พีท ด๊อกเตอร์ สุดยอดผู้กำกับที่เคยเรียกน้ำตาคนดูตั้งแต่ 10 นาทีของหนังได้อย่างอยู่หมัดมาแล้วใน คุณปู่ซ่าส์บ้าพลัง Up โดยคราวนี้เขากลับมาพร้อมผลงานที่ไอเดียบรรเจิดไม่แพ้กับทั้ง อสูรกายหลอกเด็ก Monster Inc และ บ้านลูกโป่งลอยได้ใน Up กับการพาไปสำรวจอารมณ์ทั้ง 5 ภายในหัวสมองของแต่ละคน ซึ่งต้องยอมรับเลยว่านับจากอนิเมชั่นอย่าง Toy Story 3 เป็นเรื่อยมา ตัวหนังพิกซาร์ ก็เรียกได้ว่าแทบไม่มีเรื่องไหนที่จะกู้ความเป็น พิกซาร์ กลับมาได้อย่างสมศักดิ์ศรีอีกเลย ซึ่งก่อนหน้าที่จะดูเรื่องนี้ ตอนแรกก็คิดว่า Inside out จะเป็นอีกอนิเมชั่นยุคหลังที่แค่พอถูๆไถๆของค่ายนี้

ทั้งที่จริงๆแล้วหลังจากดูจบ ผมต้องขอบอกเลยว่าคิดผิดอย่างถนัด เพราะเอาเข้าจริงๆคงบอกได้อย่างไม่อายเลยว่า ส่วนตัวคิดว่า Inside Out ตอนนี้มันได้ขึ้นแท่นเป็นอนิเมชั่นที่ดีที่สุดของพิกซาร์รองจาก Toy Story ไปแล้ว โดยสิ่งที่ต้องขอชื่นชมออกหน้าออกตาก่อนใคร คือกระบวนการคิด และ ไอเดีย ในการถ่ายทอดเรื่องราวในสมองของแต่ละคนออกมา ซึ่งถ้าหากใครที่คิดว่าตัวหนังจะเล่นง่าย มีแค่ 5 อารมณ์มายืนเถียงกัน ต้องขอให้คิดใหม่ เพราะพอตัวหนังมันเริ่มพาคุณเข้าไปสู่โลกภายใต้หัวสมองแล้ว รับรองเลยว่าคุณต้องทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการถ่ายทอดทั้ง ระบบการลืม, เรื่องราวของนามธรรม หรือแม้แต่ ความคาดหวัง และ ความจริง

ซึ่งทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบอนิเมชั่นสุดแสนน่ารัก โดยนอกจากเด็กๆจะสามารถเพลิดเพลินไปกับมันได้แล้ว ผู้ใหญ่อย่างเราๆก็ยังต้องทึ่งและย้อนกลับมามองตัวเองด้วยว่า แม้แต่ การลืม ที่เป็นเรื่องง่ายๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ระบบที่แท้จริงของมันถูกทำด้วยอะไร

และนอกไปกว่าระบบความคิด คือเรื่องตัวประเด็นหลักของมัน ที่เรียกได้ว่าไม่แตกต่างไปจากหนังขึ้นหิ้งของค่ายนี้อย่าง Toy Story กับการพาเอาคนดูย้อนกลับไปสู่วัยเด็กอีกครั้ง โดยวัยเด็กในคราวนี้จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเด็กอายุ 11 ขวบ ที่ต้องพบเจอกับสังคมใหม่ๆ จนต้องย้อนกลับมาคิดอีกทีว่าตนเองควรจะเปลี่ยนแปลงไปตามสังคม หรืออยู่เป็นเด็กดีคนเดิมสำหรับครอบครัว ซึ่งประเด็นดังกล่าวส่วนตัวแล้วมันค่อนข้างที่จะเซ็นซิทีฟสำหรับตัวผู้เขียนมากๆ โดยเฉพาะในแง่ของการถ่ายตัวละคร ครอบครัว และ สังคม เพื่อนฝูง ในวัยเยาว์ ของตัว ไรลี่ย์ ที่มันไม่ได้แค่สามารถพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของเด็กเจ้าอารมณ์คนนึงได้อย่างลึกซึ้ง แต่มันยังสามารถทำตัวละครพ่อแม่ ออกมาได้อย่างน่าเห็นอกเห็นใจ โดยเฉพาะในประเด็นแง่ที่ว่า การสั่นคลอน ของ ครอบครัว ที่พ่อแม่ ต้องพบเจอการเปลี่ยนแปลงตัวตนของ ลูก พอมันย้อนกลับมามองตัวเองก็เลยรู้สึกว่ามันน่าเศร้ามากๆ ที่พอเราโตแล้ว คราบความเป็นเด็กที่เคยเป็นความสุขในอดีตของพ่อแม่มันหลงเหลืออยู่แค่ความทรงจำ

โดยถ้าจะให้สรุปแล้ว คิดว่า Inside Out นี่เป็นอีกหนึ่งอนิเมชั่นที่เด็กดูเอาสนุกได้ ส่วนผู้ใหญ่ก็จะถูกย้อนความทรงจำไปหาวัยเด็กอีกครั้ง แถมที่สำคัญคือถ้าหากคุณเคยร้องไห้ ขี้มูกโป่งให้กับ Toy Story 3 หรือ Up มาแล้ว Inside Out ก็เป็นอนิเมชั่นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณควรจะเตรียมทิชชู่ไปซับน้ำตาตลอดทั้งเรื่องเลยครับ

เรื่องนี้ผมให้ 9.5/10 ครับ