ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ : ชีวิตของคนทำงานหนัก

Home / วิจารณ์หนัง / ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ : ชีวิตของคนทำงานหนัก

freelance-gth-pic-06

จัดได้ว่าเป็นหนังที่ตอนนี้คนกำลังโต้เถียงกันอยู่เยอะทีเดียว สำหรับผลงานการก้าวมาทำหนังแมสเรื่องแรกของผกก. เต๋อ นวพล หลังจากสร้างชื่อจากหนังอินดี้อย่าง 36 และ Mary is Happy มาอยู่นาน ใน ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ที่เขาได้มาร่วมงานกับ GTH ในฐานะผู้กำกับเป็นเรื่องแรก โดยหารู้ไม่ว่าที่จริงแล้ว เขาก็คือคนที่อยู่เบื้องหลังงานเขียนบทให้กับหนังหลายเรื่องจากค่ายนี้ด้วย ทั้ง รัก 7 ปี ดี 7 หน (ตอน 14 เก้า ปันปัน) หรือแม้แต่ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ ก็ตาม

เพราะฉะนั้นเห็นอย่างนี้แล้วหลายคนก็ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะค่อนข้างเก้ๆกังๆในการทำหนังแมสอย่างเต็มตัว เพราะบทหนังที่เขาได้มีส่วนร่วมในการเขียนให้แก่ค่ายนี้ก็คงจะพอเห็นแล้วว่าตัวเขาเอง ก็สามารถทำหนังแมสที่สื่อสารกับผู้ชมวงการได้ดีไม่แพ้กับหนังอินดี้ที่เป็นสไตล์หลักของตน ซึ่งถ้าหากจะให้จำแนกว่าอะไรคือความเป็น เต๋อ นวพล ผมคงบอกได้อย่างเป็นข้อๆว่า การถ่ายทำแบบแฮนด์เฮลด์, มุกตลกหน้าตาย, จัมพ์คัท และ การกำกับนักแสดงขั้นเทพ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งทั้งหมดทั้งมวล ท่านจะได้สัมผัสจากหนังสั้นเรื่องก่อนๆของเขา หรือที่ชัดเจนที่สุดก็คือ Mary is Happy, Mary is Happy

ซึ่งแน่นอนว่าพอเขาได้มาทำหนังแมส กับค่ายกระแสหลักแบบนี้ หลายคนคงจะเป็นห่วงเรื่องคุณภาพว่าจะโดนใบสั่งจากสตูดิโอหรือไม่ แต่หลังจากที่ผมได้ไปดูมาแล้วก็ต้องขอบอกเลยว่า ไม่ใช่เช่นนั้นเลยแม้แต่นิด เพราะจัดได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเซอร์ไพรส์มากที่ GTH ยังปล่อยให้ สไตล์ความเป็น เต๋อ ออกมาอย่างล้นเอ่อเต็มหนังทั้งเรื่องได้ขนาดนี้ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากด้านเทคนิคที่เป็นหัวใจสำคัญ มันยังมาพร้อมกับประเด็นที่ต้องการจะสื่อสารอย่างแม่นยำอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าพอตัวหนังของเขายังคงมาเบอร์นี้ มันก็ต้องตัดสินที่คนดูแล้วว่า คุณชอบหนังสไตล์เต๋อ นวพล หรือไม่ เพราะถ้าหากท่านไม่ได้ชื่นชอบหรือโปรดปรานมากนัก ในแง่เทคนิคท่านอาจจะค่อนข้างเกลียดหนังเรื่องนี้พอตัว ทั้งในด้านของมุมกล้อง และ การตัดต่อ ซึ่งไม่ได้สัมผัสจากหนังแมสทั่วๆไป

แต่ในขณะเดียวกัน ถึงแม้ท่านอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้ชื่นชอบกับหนังในแง่ เทคนิค แต่ผมเชื่อว่าอีกด้านนึงที่หนังต้องการจะสื่อสารอย่างประเด็นของ คนทำงาน และ ความสัมพันธ์คนไข้ กับ หมอ มันจะต้องได้ผลในทางใดก็ทางนึงอย่างแน่นอน ซึ่งในที่นี้ผมจึงขอหยิบเอาเรื่องประเด็นความเป็นคนทำงานในหนังเรื่องนี้ออกมาเขียนก่อน เพราะในที่นี้ตัวชื่อหนังก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าต้องการจะสื่อสารโดยตรงกับอาชีพ ฟรีแลนซ์ ซึ่งขึ้นชื่อได้ว่าเป็นวงการอาชีพที่อยู่ยาก และ ทำลายสุขภาพ ที่สุด โดยในแง่ของการถ่ายทอดอาชีพจึงต้องขอชมว่านอกจากมันจะออกมาแม่นยำ และสื่อสารกับคนดูด้วยภาษาของภาพยนตร์ได้อย่างถูกต้อง อีกสิ่งนึงที่ต้องชมคือการวางตัวระดับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ไม่ว่าจะตัวละคร เจ๋ (วิโอเล็ต คนหางานตามงาน) และ ยุ่น หรือแม้แต่ คนไข้ กับ หมอ อย่าง หมออิม และ ยุ่น ซึ่งเป็นการพบเจอแบบภายใต้เงื่อนไข ใบนัด

ซึ่งถ้าหากมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นโทนหนังดราม่า ที่มีอะไรกุ๊กกิ๊กธรรมดา มันก็อาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าหากมองว่ามันเป็นหนังโรแมนติค อย่างที่ตัวหนังถูกเคลือบแคลงด้วยภาษาการแสดง และบทสนทนาตลอดทั้งเรื่อง จะค้นพบได้ว่านอกจากในจุดนี้ตัวหนังจะเล่นกับคนดูอย่างเจ็บปวดทรมาน เพราะกว่าพระเอกกับนางเอกจะได้เจอกันมันแสนยาวนาน มันยังสามารถมีเรื่องราวการคาบเกี่ยว และเกี่ยวข้องกันระหว่าง 2 อาชีพที่ต่างขั้วอย่าง หมอ และ ฟรีแลนซ์ ได้ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะเหตุผลในการกล่าวอ้างของแต่ละฝ่ายที่ฝ่ายนึงต้องการจะช่วยรักษาอีกฝ่ายให้สำเร็จ ในขณะที่อีกฝ่ายก็มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ และทอดทิ้งมันไปไม่ได้

โดย ณ จุดนี้ นอกจากตัว ซันนี่ ที่สามารถสวมบทบาทได้ดีเยี่ยม 2 นักแสดงสาวทั้ง ใหม่ ดาวิกา และ วี วิโอเล็ต ก็จัดได้ว่าเป็นอีก 2 ตัวละครที่เข้ามาเมื่อไหร่ ก็สามารถแย่งแสงไฟจาก ซันนี่ ไปได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะ ใหม่ ดาวิกา ที่การแสดงในเรื่องนี้ของเธอสามารถถ่ายทอดบท หมอโรงพยาบาลรัฐ ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เยอะ ไม่น้อย และที่สำคัญ นี่คือการแสดงที่ดีที่สุดของเธอ จนทำให้ แผลเก่า เมื่อปีที่แล้วตกไปเลยก็ว่าได้

ซึ่งเอาเข้าจริงๆระหว่างที่เขียนอยู่นี้ผมก็ไม่รู้ว่าจะสามารถสรุปยังไงให้ผู้อ่านได้ตัดสินใจกันอย่างถูกต้อง เพราะเอาเข้าจริงๆถ้าหากคุณไม่เคยไปสัมผัสภาพยนตร์แบบ เต๋อๆ เรื่องนี้ก็อาจจะเหมาะสำหรับคุณที่ต้องการสำรวจว่าแท้จริงแล้ว นี่มันใช่สไตล์คุณหรือไม่ ส่วนอีกกลุ่มคนนึงที่เคยติดตามมาจากผลงานก่อนๆอยู่แล้ว ก็อย่าพลาดครับ เพราะเรื่องนี้คุณภาพงานของเขาไม่ลดลงตามระบบสตูดิโออย่างที่คาดกันแน่ๆ

เรื่องนี้ผมให้ 8/10 ครับ