SPL 2: A Time for Consequences : ส่วนผสมของ ธรรมะ และ อธรรม

Home / วิจารณ์หนัง / SPL 2: A Time for Consequences : ส่วนผสมของ ธรรมะ และ อธรรม

url

หลังจากให้รอกันเสียนาน ตอนนี้ก็เข้าฉายกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับหนังภาคต่อที่ทำเงินกันอย่างถล่มทะลายในประเทศบ้านเกิด แถมยังนำแสดงโดยนักแสดงนักบู๊ชาวไทยของเราอย่าง จา พนม กันด้วย กับ SPL 2: A Time for Consequences หรือในชื่อไทยว่า โหดซัดโหด นั่นเอง

เรื่องราวของ ตำรวจสายสืบฮ่องกง “คิท” ได้ทำการจับกุมแก็งค์อาชญากร แต่เขาถูกหักหลังและฉากบังหน้าของเขาได้พังลง เขาถูกลักพาตัวและถูกจับไปขังคุกในประเทศไทย ผู้คุมนักโทษ “ชัย” ทำหน้าที่ดูแลเรือนจำแห่งนี้ เขามีลูกสาวที่ที่ป่วยเป็นลูคีเมียและคิทเป็นคนเดียวที่สามารถบริจาค ไขกระดูกเพื่อช่วยเหลือลูกสาวของเขาได้ คิทและชัยจึงตกลงและแหกคุกพร้อมทั้งการจัดการเหล่าแก็งค์อาชญากรไปด้วยกัน

ตัวหนังในภาคนี้ได้ผู้กำกับอย่าง เจิ้งป๋อไช่ จาก Motorway และ Accident มารับหน้าที่กำกับหนังแอ็คชั่นอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก หลังจากผลงานในเครดิตเรื่องก่อนๆของเขาจะออกแนว ทริลเลอร์ ดราม่า เสียมากกว่า ซึ่งตอนแรกก็อาจจะต้องยอมรับว่าหวั่นๆมากทีเดียว ที่เห็นชื่อของผกก.ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านนี้มารับหน้าที่ทำหนังใหญ่ขนาดนี้ แต่หลังจากดูจบก็ต้องขอบอกเลยว่าค่อนข้างคิดผิด และอาจจะเป็นข้อดีด้วยซ้ำที่ผกก.ไม่เคยจับงานหนังแบบบนี้มาก่อน เพราะท้ายสุดแล้วจุดที่โดดเด่นที่สุดของ SPL 2 กลับกลายเป็นในด้านของการผสมผสานกันของ ดราม่า และ แอ็คชั่น ที่ค่อนข้างลงตัว และรวมไปถึงการออกแบบฉากแอ็คชั่นที่อาจจะหลุดจากหลักความจริง แต่มันก็ได้มาซึ่งหลายฉากที่ทำให้คนดูอ้าปากค้างได้อย่างสมการรอคอย

ซึ่งถ้าหากใครที่เคยจำภาคแรกได้ ไม่ว่าจะเป็นฉากการต่อสู้ด้วยลีลาสุดว่องไวของ ดอนนี่ เยน ในการใช้มีด หรือแม้แต่การซัดตัวต่อตัวกับ หงจินเป่า น่าจะทำให้คนดูอ้าปากค้างกันไปได้แล้ว ในภาคนี้ก็อยากให้เตรียมใจรับไว้ให้ดีกับทั้งฉากการถ่ายทำแบบ Long Take และรวมไปถึงไคล์แมกซ์สุดมันส์ ที่แน่นอนว่านอกจากจะตอบสนองความต้องการในด้านของความมันส์แก่แฟนๆแล้ว จา พนม ในหนังเรื่องนี้ยังเกิดสุดๆทั้งในแง่ของการถ่ายทอดบทพ่อที่ต้องการจะรักษาลูก ซึ่งหนึ่งในนั้นเขายังเป็นคนที่ออกแบบท่าแอ็คชั่น ที่ใช้ลีลาการฟันศอก และแม่ไม้มวยไทยเข้ามามีส่วนผสมอีกด้วย

โดยนอกจากนั้นอีกสิ่งนึงที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือในแง่ของความเป็นดราม่า ที่สามารถตอบโจทย์สิ่งที่หนังชุด SPL ต้องการจะพูดถึงมาตั้งแต่ภาคแรก นั่นคือการต่อสู้กันของ ธรรมะ และ อธรรม ที่ท้ายสุดแล้วการต่อสู้เหล่านี้ล้วนผสมปนเปไปด้วย ความดี ความเลว ความกล้าหาญ และ ความกลัว ซึ่งมนุษย์ทุกคนแน่นอนว่าต้องเผชิญหน้ากับปัญหา และ ความตาย แต่หนังแสดงให้เห็นถึงว่าคนเราพร้อมจะยอมรับกับ ความตาย เช่นนั้นในวิถีทางแบบไหน ซึ่งท้ายสุดแล้วตัวหนังก็ตอบโจทย์ของมันไปในตัวว่า ชีวิตคนเราอาจจะไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ความรักของเพื่อนมนุษย์ และรวมถึงในแง่ของมิตรภาพต่างเชื้อชาติอีกด้วย

และนอกจาก จา พนม ที่เรื่องนี้ได้มีบทบาทเป็นพระเอกสุดๆแล้ว นักแสดงชาวฮ่องกงทั้ง อู๋จิง และ จางเจิ้น ที่รายแรกมารับบทเป็นคู่หูในการต่อสู้กับ พี่จา ในเรื่องนี้ ก็สามารถแจ้งเกิดให้แก่บทตัวเองได้อย่างดีงามสุดๆ โดยรายแรกนอกจากจะมีกระบวนท่ากังฟูที่หนักแน่นและค่อนข้างสวยงาม ยังสามารถแท็คทีมกับ จา พนม ในหลายๆฉากได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นกันกับ จางเจิ้น ที่ในหนังเรื่องนี้เปรียบเสมือนการตอกย้ำความสามารถที่ถูกเก็บมานานของเขาในด้านฉากบู๊ โดยนอกจากตัวละครที่เขาได้รับจะเก่งสุดๆ มันยังเต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นที่มันส์หลุดโลก จนอดไม่ได้ที่คนดูพร้อมจะตกหลุมรักตัวร้ายตัวนี้ไปพร้อมๆกันครับ

โดยสรุปแล้วผมคิดว่า SPL 2 เป็นหนังที่ไม่ทำให้ผิดหวัง และ สมการรอคอย เหมาะกับทั้งสำหรับคนที่ชื่นชอบหนังแอ็คชั่นฮ่องกง ที่เต็มไปด้วยฉากบู๊แบบตัวต่อตัว ซัดกันด้วยหมัด และ ฝ่าเท้า โดยนอกจากนั้นยังมีส่วนผสมของความเป็นดราม่า ที่ยังคงมีแกนหลักเกี่ยวกับความดี ความชั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวหนังต้องการพยายามสื่อสารกับคนดูมาตั้งแต่ภาคแรก โดยแน่นอนว่าเรื่องนี้คุณจะได้รับทั้ง 2 สิ่งไปพร้อมๆกันอย่างลงตัว

เรื่องนี้ผมให้ 8.5/10 ครับ